ผู้เขียน หัวข้อ: [Fic] Tails Apocalypse chapter 36 : ภาพที่แท้จริง เวโรนิก้า Velonica Up 27/07/57  (อ่าน 23267 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -


สวัสดีผู้ที่เข้ามาอ่านนะครับ กระผมเพิ่งจะลองลง ฟิค เป็นครั้งแรก ภาษาอาจจะไม่ค่อยสละสลวยนัก(และยังติดกันเป็นพรืดดดด)
และขอวิงวอนหากอ่านจบแล้วช่วยเมนท์ติ(ด่า)ชม ด้วยนะครับ แฮ่ๆ  ;D

ปล. รูปอาจจะเยอะโหลดโหดไปหน่อยนะครับ ^_^'

*เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมิได้เกี่ยวข้องกับความเป็นจริง แต่อย่างใดผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ป.ล.หากสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่นกระผมต้องขอ อภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ *


อ้างถึง
สารบัญ
คลิกเลย!!
[/size]

เนื่องจากลืมจองไว้เพราะคิดไม่ถึงว่าจะพิมพ์มายาวนานขนาดนี้ เลยข้อยา้ยสารบัญไปไว้อีกเมนท์ แทน TwT เมนท์นี้ที่ไม่พอแย้ว

อันนี้ลิงค์ไปเว็บ Dek-d ที่ฝากลงเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นกันคลิก



Chapter1: 2-Wolf~



   ลึกเข้าไปภายในป่าทึบที่ซึ่งต้นไม้ขึ้นสูงชัน คุณจะได้ยินเสียงของน้ำไหลดังออกมาอย่างแผ่วเบา
มันคือเสียงของน้ำจากลำธารตื้นๆแต่กว้างราวกับแม่น้ำ ระหว่างสองฝั่งของลำธาร เชื่อมไว้ด้วยเกาะเล็กๆ
ที่มีสร้างสะพานไม้ต่อยาวกันเป็นทอดๆ ลำธารที่นี่ยังมีความพิเศษอีกอย่างคือ มีเสาหินอ่อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ตั้งอยู่ในลำธาร แต่ละต้นมีความสูงเกือบ 2 เมตร บางต้นก็สูงราว 3-4เมตรเลยทีเดียว
ด้วยความที่เป็นแม่น้ำสายใหญ่ของป่า อีกทั้งน้ำยังตื้นและไหลเอื่อย ที่นี่จึงเป็นราวกับสวรรค์ของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่
มาพักคลายร้อนด้วยการลงไปแช่ในน้ำ  ถึงจะพูดว่าเป็นสัตว์ แต่ที่จริงพวกที่หากินและอาศัยอยู่ในป่าก็ล้วนแล้วแต่เป็นแมลงทั้งนั้น พวกมันเป็นแมลงหน้าตาประหลาด
ทั้งตัวใหญ่อวบอ้วนและมีผิวสีเขียวใบไม้

ฟ้าว ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ!

แมลงอ้วน(FatBug) แปรสภาพกลายเป็นแผ่นเนื้อที่ถูกหั่นเป็นแว่นๆ ในพริบตาโดยไม่ทันแม้แต่จะรู้สึกถึงสายลมอันคมกริบที่ระดมกระหน่ำออกมาจากการ สะบัดดาบไม้ด้วยสองมือของ
หมาป่าสีแดง จากด้านหลัง โดยปกติแล้วเพียงแค่ลมพัดคงไม่อาจทำให้ร่างของแมลงอ้วน ที่อุดมไปด้วยน้ำมันและผิวหนังที่ยืดยุ่นราวกับยาง ขาดจากกันเป็นชิ้นๆได้ หากแต่สายลมนั้นคือ
คลื่นสูญญากาศที่เกิดจากสะบัดดาบฟันออกไปอย่างรวดเร็ว  หรืออันเป็นชื่อวิชาที่เรียกกันว่า เพลงดาบ


==========Blade Song=========

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าหมาป่าแดง นั้นเมื่อครู่เคยเป็นแมลงอ้วนตัวเขื่อง ที่ตอนนี้กลายเป็นกองเนื้อกองโต ตาของมันลุกวาวเป็นประกาย ก่อนจะเข้าไปโกยเอาเนื้อทั้งหมดใส่ลง แคร่ ที่ประกอบขึ้นมาจากกิ่งไม้
เมื่อแคร่ เต็มไปด้วยเนื้อแล้ว จึงยกขึ้นหามบนหลังแล้วตะกุยสี่ขาวิ่งหายกลับเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว โดยทิศที่มันมุ่งไปคือป่าลึกที่มีควันไฟลอยขึ้นมา




...

ในป่าซึ่งห่างออกไปจากลำธารไม่ไกลนัก ณ จุดที่ควันไฟลอยขึ้นมา

เด็กหนุ่มผมสีทองวัย 15 ปี สวมชุดลำลองสีเหลืองและมีชายเสื้อข้างซ้ายห้อยยาวลงไปถึงปลายเท้า  นอนเอนกายพิงหลังกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งห่างออกจากกองไฟที่เขา
จุดไว้เองราว 1 เมตร และคอยเอาฟืนโยนสุมใส่กองไฟเพื่อไม่ให้มันดับ
ความสงบเงียบของป่า และเสียงปะทุของเปลือกไม้แตกดัง อยู่ในกองไฟช่วยขับกล่อมจนดวงตาคล้อยจะหลับ เว้นเสียแต่ว่า....

" เซเวอร์!!! "
เสียงเรียกนั้นทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งตกใจ จนต้องหันมาดูยังทิศทางของเสียง หมาป่าสีแดงนั่นเอง และยังแบกแคร่ที่เต็มไปด้วยเนื้อกลับมาอีกด้วย


" ได้มาเพียบเลย ดูสิ! ดูสิ! "
หมาป่าแดง วางแคร่ลงพร้อมกับชี้ให้เด็กหนุ่มดู กองเนื้อแมลงอ้วนที่ไปล่ามา เด็กหนุ่มยิ้มให้ก่อนจะลูบหัวเพื่อชื่นชมกับผลงานการล่า

" งั้นวันนี้เรามาทำบาร์บีคิวกินกันนะ เรจิ "
คำพูดของเด็กหนุ่มทำให้หมาป่าแดงสะบัดหางด้วยความดีใจ ก่อนจะโผเข้าไปเลียหน้าเขา ซึ่งถ้าเอาแขนยันไว้ไม่ทัน ใบหน้าของเด็กหนุ่มคงจะเต็มไปด้วยน้ำลายหมาเป็นแน่แท้

" เฮ้ๆ ใจเย็นสิพวกไม่เอาน่าน้ำลายเลอะไปหมดแล้ว "

สำหรับเราแล้ว ทั้งหมาป่าแดง และพวกแมลงอ้วนในป่า อาจจะดูเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด หากแต่ในความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งล้วนกลับกันโดยสิ้นเชิง
เป็นตัวเด็กหนุ่มเองต่างหากที่เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดในโลกแห่งนี้ เพราะเขาเป็น มนุษย์ที่มาอยู่ในเวลาที่มนุษย์ ไม่สมควรจะอยู่ นั่นเอง....

...

5000 ปีมาแล้วหลังจากการสูญสิ้นของ มนุษย์ อารยธรรมเกือบทั้งหมดสูญหายและล่มสลายลงไปจนหมดสิ้น เรื่องเล่านี้ถูกเล่าขานต่อๆ กันมาในยุคสมัยของเหล่าสัตว์ที่วิวัฒนาการ
ขึ้นมาปกครองโลกแทนมนุษย์ พวกเขาเรียกตัวเองว่า สัตว์หาง(Tails) และเรียกชนเผ่าที่ล่มสลายหรือมนุษย์ ว่า ชนเผ่าไร้หาง(No Tail)
ภายใต้การปกครองของเทพเจ้าทั้ง 6 อัลเคเซีย บาเบร็อค มูราดิน อนีโมเน่ ซันซัน และ เซร่า

ประวัติศาสตร์ของเผ่าสัตว์หาง เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ กระรอกน้อยตัวหนึ่งได้รับแสงสว่างจาก เทพีแห่งแสง อัลคาเซีย และก่อเกิดปัญญาขึ้นมา เทพีอัลคาเซีย
ได้ขนามนามให้กับกระรอกตัวนั้นว่า เฟิสเทล(First Tail) และมอบไม้เท้าแห่งปัญญาให้ เฟิสเทล จึงได้ออกเดินทางเพื่อรวบรวมเหล่าสัตว์ทั้งหลายและมอบความรู้
และวิถีชีวิตให้จนในที่สุดก็สามารถ ทำให้สัตว์ทั้งหมดออกจากป่าและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ก่อร่างสร้างอารยธรรมจนสูงส่ง


อีกหนึงตำนานเล่าขานถึง 12 ผู้กล้าที่จะปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อกอบก้ ูวิกฤติ ในครั้งอดีตก็เคยเกิดหายนะ อันร้ายแรงขึ้น แต่ก็ได้รับการกอบก้ ูจากเหล่าผู้กล้าทั้ง 12......
ทว่าไม่มีใครรู้หรือเข้าใจว่า อาเพทชนิดใดกันที่เหล่าเทพเจ้าที่ทรงพลังอำนาจกว่าสิ่งใดๆในโลกถึงกับรับมือไม่ได้ แต่เหล่าสัตว์หางเดินดินเฉกเช่นพวกเขากลับเป็นผู้
กอบก้ ูไว้ มันจึงเป็นราวกับนิทานหลอกเด็กที่เล่าต่อๆกันมา แต่ในความเป็นจริงในทุกๆ 12ปี ก็ยังคงมีการคัดเลือกผู้กล้าขึ้นจาก 12 ชนเผ่า
แต่เพื่อการใด....ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้..........


...

บนทางเดินเท้าซึ่งทอดผ่านป่าออกไปสู่ ไร่นา และ สวนของชาวบ้านในละแวกนั้น เดิมทีหากสัญจรไปมาแค่เพียงท้องนากลางทุ่ง ก็เป็นเส้นทางที่ปลอดภัย
ตรงกันข้าม เส้นทางในป่านั้นกลับอันตรายอย่างคาดไม่ถึง ทั้งอันตรายจากแมลงยักษ์ในป่า หรือที่แย่ที่สุดคือ กองโจรที่คอยดักปล้นนักเดินทางหรือใครก็ตามที่
บุกรุกเข้ามาในเขตแดน พวกกองทัพแมลงนินจา(Ninja Bug)  พวกมันเป็นฝูงแมลงที่ชำนาญการใช้อาวุธในการจู่โจมนักเดินทางที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าพวกมัน

ยกตัวอย่างเช่น หมาป่าหนุ่มขนสีดำ ที่กำลังเดินเท้าอยู่บนถนน ตอนนี้คือเหยื่อที่ เดินทะเล่อทะล่าเข้ามาในเขตแดนของพวกมันอย่างไม่ระวังตัว
เหล่านักล่ากระจายตัวกันเข้าไปหลบในร่มเงาของต้นไม้ข้างทาง บ้างก็ซ่อนตัวในพุ่มไม้ เพื่อรอเวลาที่เหยื่อจะเดินมาถึง และบุกจู่โจมไม่ให้ได้ตั้งตัว
เหยื่อจะถูกฉีกด้วยสารพัดอาวุธมีคม ทั้งเคียวอันแหลมคม(Sickle)  และ ดาวกระจาย(Shuriken)  หลังจากเหยื่อบาดเจ็บด้วยคมเคียวจนเต็มไปด้วยบาดแผล

ก็จะถูกรุมกระหน่ำด้วยระเบิดมือขนาดเล็ก เมื่อสะเก็ดและความร้อนจากการระเบิดสัมผัสแผล ปากแผลจะเปิดและพุพองเหยื่อจะทุรนทุรายอย่างทรมาน
ก่อนจะสิ้นใจ หลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาของการค้นหาและแบ่งสินทรัพย์จาก เหยื่อ โดยเป้าหมายหลักๆ คือเสบียงที่นักเดินทางต่างก็พกไว้

บัดนี้เมื่อหมาป่าดำ เดินมาถึงจุดที่กำหนดแล้วแผนการล่าอันน่าสะพรึงก็ได้เริ่มต้นขึ้น แมลงนินจาสีดำผู้ใช้เคียว กระโดดออกจากพุ่มไม้พร้อมกันจากสามทิศทาง
ซ้าย ขวา และ ข้างหลัง ปิดทางหนีจนหมดสิ้น

เคียวเงื้อขึ้นหมายจะฉีกแผ่นหลังของหมาป่าดำ.........................เราคงจะต้องยืนไว้อาลัยกันแล้ว........................................
...........................ไว้อาลัยแก่การจากไปของฝูงนินจาบัค

เคร้ง!!!!

เสียงปะทะกันของโลหะดังก้องกังวาน คมเคียวจากทั้งสามทิศทางถูกสะกัดกั้นไว้ด้วย ดาบยาวสองเล่ม ซึ่งชักจากเอว มารับไว้ได้ในเสี้ยววินาที
ในตอนนี้เองที่กลุ่มแมลงนินจา ได้รับรู้ว่าหมาป่าตัวนี้ เป็นนักรบหาใช่ชาวบ้านธรรมดาดั่งเช่นเหยื่อรายก่อนๆ ด้วยหลักฐานคือชุดเกราะเหล็กที่สวมใส่ทั้งยังมีลวดลาย
กา กบาทสีขาวอันแสดงถึงสังกัดของหมาป่าตนนี้

"เดชะพระนาม ... " (In the name of..)
หมาป่าดำเปล่ง ถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง พลันดาบคู่ที่ขัดกับคมเคียวก็เปล่งประกายด้วยแสงสว่าง
แมลงนินจาทั้งสามตัว ต่างออกแรงกดเคียวลงกันสุดฤทธิ์ แต่หมาป่าดำยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


"....พระบิดา และพระบุตร และพระจิต"(the Father, and of the Son, and of the Holy Spirit.)
ยามเมื่อถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์เปล่งออกมาอีก ประกายแสงรอบดาบยิ่งส่องสว่างเจิดจ้า หมาป่าดำดึงดาบและหมุนตัวตวัดดาบมือขวาเป็นเส้นแนวนอนก่อนจะลงดาบมือซ้าย
ในแนวตั้งฉาก ประกายแสงจากดาบถูกวาดออกมาตัดกันเป็นเส้นแกนแนวนอนและแนวตั้ง กางเขนศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์แห่งศาสนจักร ถูกวาด
ให้ปรากฏขึ้นในพริบตาที่แสงจากดาบตัดไขว้กัน


=========Crusader==============

"อาเมน!"(Amen)
หมาป่าดำ เปล่งถ้อยคำอย่างหนักแน่น และ แมลงนินจาดำที่ฟันคมเคียวเข้าใส่ในครั้งแรก ก็พินาจโดยพร้อมเพรียง ถูกแสงสว่างจากดาบผ่าขาดกลางไปในพริบตา
เมื่อเห็นว่าพรรคพวกโดนจัดการไปแล้ว แมลงนินจา ตัวอื่นที่ซุ่มอยู่จึงระดมโจมตีด้วย ดาวกระจาย และ ระเบิดมือ

ทว่า ด้วยขนาดของอาวุธที่เล็กตามขนาดตัวของพวกมัน อานุภาพจากอาวุธเหล่านั้นก็เป็นได้แค่เพียง การขว้างเศษก้อนหินหรือประทัดลูกเล็กใส่เท่านั้น
ไม่ได้ทำให้ หมาป่าหนุ่มสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

"สิริพึงมีแด่พระบิดา พระบุตร และพระจิต เหมือนในปฐมกาล บัดนี้...." (Glory be to the Father, and to the Son, and to the Holy Spirit. As it was in the beginning, is now....)
หมาป่าดำ ก้าวตรงไปข้างหน้าพร้อมกับเปล่งบทสวดไปด้วย แม้จะถูกเหล่าแมลงนินจา ระดมโจมตีพร้อมๆกัน แต่ทุกย่างก้าวของเขานั้น มั่นคงและไม่สะทกสะท้าน
สิ่งมีชีวิตทั้งมวลล้วนแต่รักตัวกลัวตายและเป็นเพราะตรรกะนั้น เป็นตัวปลุกสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เหล่าแมลงนินจา ตัดสินใจทิ้งอาวุธและสาวเท้าหนีกันโดยพร้อมเพรียง

หมาป่าดำ ควงดาบทั้งสองมือขึ้นมาวางไขว้เป็น กา กบาท ท่วงท่านี้ช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจ เมื่อจิตใจเข้มแข็ง ร่างกายก็จะรับอิทธิพลนั้น และเข้มแข็งตามขึ้นไปด้วย

".... และทุกเมื่อตลอดนิรันดร อาเมน"(....,and ever shall be, world without end. Amen. )


=============Brave Spirit===============

หมาป่าดำ ออกไล่ล่าด้วยความรวดเร็วว่องไวกว่าตอนแรกเสียอีก เริ่มจากแมลงนินจาตัวที่อยู่รั้งท้ายเพื่อน และขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงหัวแถว
ในพริบตา....แถวของแมลงนินจา ก็ล้มระเนระนาด ทุกตัวถูกผ่าร่างกายขาดสองท่อนนอนจมกองของเหลวสีเหลืองที่ไหลออกจากแผลของพวกมัน

"โปรดให้อภัย นี่เป็นหน้าที่ของข้า ภารกิจแห่งศาสนจักร"
หมาป่าดำ กล่าวและเก็บดาบลง ก่อนจะเดินจากไป โดยทิ้งซากศพของเหล่าแมลงไว้เบื้องหลัง

.............ภารกิจแห่งศาสนจักร...................

 หมาป่าหนุ่มสีดำ ตัวนี้คืออัศวินขององค์กรทางศาสนา ของ นครแห่งแสง(Light City) กองอัศวินแห่งศาสนจักรนั้น นอกจากรับใช้และออกต่อสู้ตามคำสั่ง
ของศาสนจักรแล้ว พวกเขาเหล่านี้ยังเป็นปราการด่านหนึ่งในการปกปักษ์พิทักษ์ นครแห่งแสง เพราะแท้จริงแล้วพวกเขานับเป็นหน่วยอัศวินพิทักษ์พระราชวัง
แต่เนื่องด้วยเขตการปกครองของนครแห่งแสงนั้น ขึ้นตรงกับพระศาสนจักร จึงทำให้กองอัศวินนั้นรวมเข้ากับพระศาสนจักรไปโดยปริยายนั่นเอง



อัศวินพิทักษ์พระราชวัง หรือ พาลาดิน(Paladin) เป็นนามแห่งอัศวินที่น่าเกรงขามในเรื่องของพลัง และ ความซื่อสัตย์ จนมีคำกล่าวว่าพวกเขาเหล่านั้นคือ
ดาบแห่งพระศาสนจักรและเพราะหน่วยอัศวินมีหน้าที่ปกป้องดูแลรักษาความสงบในอาณาจักร ภารกิจของพวกเขาจึงรวมไปถึงการปราบปรามเหล่า
ปีศาจร้ายหรือสัตว์ร้าย ที่ลุกล้ำเข้ามารบกวนราษฏรในความปกครองด้วยเช่นกัน

"กำจัดแมลงนินจาเรียบร้อย ต่อไปก็..."
หมาป่าดำเปรยกับตัวเอง ก่อนจะแหงนหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าทางทิศใต้ของป่า ที่แห่งนั้นมีทุ่งดอกไม้อันกว้างขวางรอเขาอยู่

...............................................................................


ณ ป่าทางตะวันตก กลุ่มของเด็กหนุ่ม กับ หมาป่าแดง เซเวอร์ กับ เรจิ ทั้งคู่กำลังเอร็ดอร่อยกับ บาบีคิวเสียบไม้ ยามบ่าย
ซึ่งทำจากเนื้อแมลงอ้วนที่ล่ามาได้ โดยแล่เนื้ออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดพอดีคำ แล้วนำมาเสียบไม้นำไปย่างไฟให้สุกกำลังดี
จนไขมันจากเนื้อไหลเยิ้มอาบจนทั่วแล้วจึงหยิบมาเป่าให้เย็นลงก่อนกิน เนื้อทั้งนุ่มและหวานมันอย่าบอกใคร ทั้งสองกินกันจนหมดอย่างรวดเร็ว

หลังจากอิ่มท้องแล้ว เซเวอร์ บิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นยืนและปัดฝุ่นทรายออกจากกางเกง

"ฮึบ อ้า~~~ ท้องก็อิ่มแล้วพักก็เต็มที่แล้วงั้น ฉันไปขอตัวไปทำงานก่อนนะ"

"จะไปนานไหมอ่า~~~"

"เดี๋ยวเดียวก็กลับแล้ว นายเองก็ไปเล่นกับพวก นิโค่ รอก่อนก็ได้ป่านนี้คงมารออยู่ตรงแถวๆทุ่งดอกไม้ทางใต้แล้วล่ะมั้ง"

"จริงด้วย นัดกันว่าจะเล่นซ่อนหานี่นา ลืมซะสนิทเลย!!"
เรจิ สะดุ้งทันทีที่นึกนัดสำคัญออก ก่อนจะรีบตะกุยสี่เท้า วิ่งออกไป

"มาไวไปไวซะจริงนะ หมอนี่ ..."
เซเวอร์ อมยิ้มเล็กน้อยขณะที่มองดู เรจิ วิ่งจนลับสายตา สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปดูจริงจัง และ ขึงขังกว่าปกติ เด็กหนุ่มเริ่ม
สาวเท้าเดินดุ่มๆออกไปสองสามก้าว ทิวทัศน์รอบตัวของเด็กหนุ่ม เปลี่ยนไปตามจำนวนก้าวทั้งที่การก้าวนั้นไม่รวดเร็วหรือ ก้าวยาวแต่อย่างใด
แต่ทิวทัศน์รอบ ๆกลับเปลี่ยนไปราวกับ ตัวเขากำลังวิ่งด้วยความเร็วที่เหนือกว่ารถยนต์เสียอีก ทั้งอย่างนั้นท่วงท่าการเดินของเด็กหนุ่มก็ยังเป็นเพียงแค่การก้าวสั้นๆ
เพียงสามก้าว เสมือนว่า เส้นทางกำลังวิ่งเข้าหาตัวเขาเอง

เมื่อหยุดก้าวที่สามลง เซเวอร์ก็มาหยุดอยู่หน้าประตูปราสาท กำแพงและตัวปราสาทล้วนทำขึ้นจาก คริสตัลที่ส่องแสงสีม่วงอ่อนๆออกมา
บรรยากาศรอบตัวปราสาทนั้น อึมครึมและมืดมิดแทบจะไม่มีแสงสว่างใดๆส่องลงมามีแต่เพียงแสงสว่างจากตัวปราสาทที่ ส่องออกมาแทน

"ฉันมาหาแล้วนะ.....เซร่า"

...

ณ ทุ่งดอกไม้ทางใต้ของป่า  (Flower Field)



ทุ่งดอกไม้อันกว้างขวาง สุดลูกหูสุดลูกตา จะเห็นเพียงแต่เส้นขอบฟ้าจรดกับพื้นทุ่งที่รายเรียงไปด้วยดอกไม้สีสวยสด
ขึ้นเป็นหย่อมๆที่ทุ่งนี้มีดอกไม้หลายหลายสายพันธ์ขึ้นรวมกันอย่างน่าอัศจรรย์  สถานที่แสนวิเศษนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะ
ไม่ได้รับการรบกวนจากภายนอกเลย เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุบตัวซึ่งเปราะบางเกินกว่าจะรองรับสิ่งก่อสร้างใดๆไว้

พื้นที่เป็นทุ่งที่ราบเรียบไม่มีที่ให้ซ่อนตัวหรืออาหาร จึงไม่มีสัตว์ชนิดใดเข้ามารบกวนพื่นที่แห่งนี้
เว้นเสียแต่กลุ่มเด็กสัตว์หาง จากนครแห่งแสง พวกเขาใช้ที่นี่เป็นสถานที่เล่นของพวกเขา จนถึงสองวันก่อน ที่มี
เรื่องร้องเรียน ถึงการหายตัวไปของ เด็กคนหนึ่งที่มาเล่นแถวนี้ แม้ว่าครอบครัวและเพื่อนบ้านจะช่วยกันออกมาค้นหา
อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่พบหรือเจอแม้แต่เงาของ เด็กที่หายตัวไปเลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดครอบครัวของเด็กที่หายไป

ได้เข้าแจ้งความกับสถานทำการของนครแสง เรื่องผ่านการพิจารณาและไตร่ตรอง จนมาถึงมือของ หมาป่าดำ
เขาจึงออกมาพร้อมกับรับงานกำจัดฝูงแมลงนินจาในระหว่างทางที่ผ่านมาด้วย
บัดนี้ หมาป่าดำ ได้มาถึงทุ่งดอกไม้อันเป็นจุดหมายของภารกิจสุดท้ายแล้ว

ฮัดชู่ว!!

หมาป่าดำ จามตั้งแต่มาถึงทุ่งดอกไม้นี้ เขาเริ่มมีอาการ คัดจมูกและจาม อยู่เป็นพักๆ
 หลังจากกวาดสายตาไปรอบๆทุ่งมันว่างเปล่าไม่มีวี่แววของสิ่งใดอยู่เลย มีเพียงดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอม โชยออกมาอยู่เต็มไปหมด
และกลิ่นพวกนั้นที่ทำให้เขา รู้สึกคัดจมูก มันใช่สถานที่ ที่น่าอภิรมย์นักสำหรับ เผ่าหมาป่าที่จมูกดีเป็นพิเศษกลิ่น
ของดอกไม้เหล่านี้แรงเกินไป สุดท้ายเพื่อตัดปัญหา จึงเอามือบีบจมูกแล้วหันมาหายใจด้วยปากแทน
ก่อนจะลุยเข้าไปสำรวจในดงดอกไม้

เพียงแค่ 3นาที ผ่านไปเขาก็ต้องยอมแพ้ เกสรดอกไม้เหล่านี้ ทำให้แสบจมูกไปหมดแล้วแม้จะพยายามหายใจด้วยปาก
ไม่นานนัก เกสรเหล่านั้นก็เข้าไปอุดอยู่ในลำคอจนสำลัก

"คงไม่มีอะไรอยู่แถวนี้แล้ว ละ....ฮัคชู่ว!!!...มั้ง "
หมาป่าดำจามอย่างแรง แรงจากการจามทำให้เสียหลักเซถลาล้มลงไปในพงหญ้าใกล้ๆ

โป๊ก!!

 "โอ้ย~~"
หัวของเขา กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างในพงหญ้า นอกจากนี้เสียงร้องโอดโอยนั้นหาใช่มีแค่เสียงของตนเท่านั้น
แต่สิ่งที่อยู่ในพงหญ้าก็ร้องเช่นเดียวกัน ด้วยความสงสัย จึงยื่นมือเข้าไปจับกุมสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าทันที
สัมผัสจากอุ้งมือของเขาบอกว่าสิ่งที่จับกุมไว้นั้น มีลักษณะยาวๆอ้วนป้อมและมีขน ด้วยความอยากรู้จึงยกมันขึ้นมาเลย
สิ่งที่เขากุมอยุ่ในมือคือหางของลูกแมวน้อย ซึ่งกำลังดิ้นกระเ สือ ก กระสนอยู่

"นิโค่ ?" (Nico)
หมาป่าดำ เอ่ยเสียงเรียบ เขารู้จักแมวน้อยตัวนี้

"พ...พี่ทอล...."
ลูกแมวน้อย ตอบกลับพลางส่งยิ้มแห้งๆให้

"นี่นายมาเล่นซ่อนหาแถวนี้อีกแล้วเหรอ...ที่นี่มันอันตรายนะ"

"ม...ไม่ใช่นะพวกผมมาช่วยหาตัว ไดซ์ต่างหากล่ะ!" (Dice)
นิโค่ แย้งและบอกจุดประสงค์ของตนเพื่อที่จะไม่ถูก ทอลหมาป่าดำ ที่จับกำลังตัวเขาไว้ตำหนิเอา

"ไดซ์...อ๋อเด็กที่หายตัวไปสินะ ว่าแต่ที่บอกว่า 'พวกเราน่ะ'  แปลว่ายังมีใครอยู่อีกใช่รึเปล่า"
ทอล มองไปที่ดวงตาของ ลูกแมวในมือ หากไม่ยอมสบตาด้วย ก็แสดงว่ากำลังโกหกอยู่  นี่เป็นวิธีการจับเท็จเบื้องต้น
ในการสอบปากคำ แม้จะรู้อยุ่แล้วว่า นิโค่ คงไม่พูดโกหกกับเขาแต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้รับการฝึกมาและใช้จนติดเป็นนิสัยไปแล้ว

"อื้อ ก็มี ฟา มาช่วยหาด้วยเหมือนกันอ่ะ"(Far)
นิโค่ ตอบและสบตาตรงๆ ทอลแน่ใจแล้วว่า เขาไม่ได้โกหก จึงปล่อยนิโค่ ไปและเริ่มทอดสสายตามองหาในทุ่งอีกครั้ง
มันก็ยังคงว่างเปล่าในสายตาเขาอยู่ดี พงหญ้าที่อยู่รอบทุ่งดอกไม้ นั้นสูงขนาดพอๆกับตัวเด็กพวกนี้ ขนาด นิโค่ ที่อยู่ใกล้กับเขา
ยังซ่อนจนมิดได้ขนาดนั้น การจะหาตัวอีกคน คงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตามเขาอยากจะไล่พวกเด็กๆ
กลับไปก่อนจะสำรวจต่อ จากรายงานที่ได้รับมา ไดซ์หายตัวไป เกือบจะครบสัปดาห์แล้ว ความเป็นไปได้ที่ว่าอาจมีสัตว์ร้าย
มาอาศัยใกล้ๆกับทุ่งแห่งนี้แล้วจับตัวพวกเด็กๆไปเป็นอาหาร นับว่ามีความเป็นไปได้สูง

"นิโค่ ฟังนะไปตามหา ฟา แล้วพวกเธอก็กลับบ้านไปซะ ฉันมีงานต้องทำ....."

กรี้ดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!!!


เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นมาจากทุ่งดอกไม้ต่อจากนั้นไม่กี่วินาที ลูกแกะตัวน้อยได้กระโจนออกมาจากพงหญ้าที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
พวกเขาวิ่งเข้าไปหาเธอทันที ลูกแกะมีสีหน้าหวาดผวา อะไรบางอย่างในพงหญ้าที่เธอกระโดดออกมา
สร้างความหวาดกลัวให้กับเธอ

"ฟา ป...เป็นอะไรไหม"
นิโค่ เข้ามาถาม ทว่า ฟาก็ได้แต่อ้ำอึ้ง เธอตกใจจนพูดไม่ออก จึงชี้เข้าไปในพงหญ้าแทน ข้างในพงหญ้าที่เธอกระโดดออกมานั้น
มีหัวกระโหลก ขนาดเท่ากับหัวเด็กอยู่ นิโค่ เองถึงเหวอไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นมัน

หลังจากเห็นสิ่งที่อยู่ในพงหญ้าแล้ว ทอล จึงออกเดินแหวพงหญ้าบริเวณ รอบๆที่เจอ หัวกระโหลกและได้เจอเข้ากับชิ้นส่วนที่เหลือ
ชิ้นส่วนกระดูกตั้งแต่ ซี่โครง แขน ขา ไปจนทั้งหมด
ด้วยความกังวลต่อสภาพจิตของเด็กทั้งสอง ทอล จึงพาตัวพวกเขาออกจากทุ่งดอกไม้ โดย จูงมือเด็กทั้งสองไปนั่งพักที่ต้นไม้ใกล้ๆ

"ร...หรือว่านั่นจ..จะ..จะเป็นของไดซ์น่ะ..."
นิโค่ ยังคงผวากับสิ่งที่เห็นไป ฟา เองเริ่มมีน้ำตาคลอที่เบ้าแล้ว

"ก็ยังไม่แน่หรอก อาจจะอยู่ตรงนั้นมาก่อนตั้งนานแล้วก็ได้"
ทอลไม่ต้อการสร้างความวิตกให้กับพวกเด็กๆ ทุ่งดอกไม้นี้เป็นที่เล่นของพวกเขามานานและพวกเขามาเล่นที่นี่ทุกวัน
เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคยเจอซากกระดูกนั่น นี่เป็นข้อสรุปของเขา ซากนั่นเพิ่งจะมีมาไม่นานและ การที่มันเหลือแต่กระดูก
ก็ยิ่งตอกย้ำว่ามีอะไรบางอย่างกินเด็กคนนั้นเข้าไป


"ม...มันต้องใช่แน่ๆ...น...นั่นคือไดซ์!!"
เสียงตะคอกของลูกแกะน้อย แสดงถึงความหวั่นกลัวในจิตใจ แต่เพราะอะไรกันถึงทำให้เธอพูดออกมาได้อย่างมั่นใจว่า
ซากกระดูกนั่นเป็นของเพื่อนเธอจริงๆ ทอล มองดูเธออยู่ซักครู่ก่อนจะสังเกตุเห็นว่าเธอถืออะไรมาด้วย มันเป็น ไพ่สำหรับเล่นเกมของพวกเด็กๆ
เขาเคยเห็นมันตอนที่ ทั้งสามตัวเล่นด้วยกัน


"นี่มันการ์ดของไดซ์ นี่!" นิโค่ สะดุ้งหลังจากได้เห็น ไพ่ที่อยู่ในมือของ ฟา
"ใช่...ฉันเจอมันตกอยู่ข้างๆกระโหลกนั่น"
ฟา พูดน้ำเสียงของเธอยิ่งเหมือนจะหวาดกลัวหนักขึ้นไปทุกที การเห็นศพของเพื่อนนั้นคงมากเกินกว่าที่เด็กผู้หญิงอย่างเธอจะรับได้

"การ์ดนั่นขอฉันเก็บไว้ก็แล้วกัน เดี๋ยวพวกเธอรอฉันอยู่ตรงนี้ก่อน เก็บศพเสร็จแล้วฉันจะพาพวกเธอไปส่งที่บ้านเอง"
ทอล พูดจบก็ดึงไพ่ในมือ ลูกแกะน้อย ออกมาทันที ก่อนจะกลับเข้าไปในทุ่งดอกไม้ เพื่อรวบรวมซากกระดูกกลับไป
จนถึงตอนนี้ เขาถึงพึ่งรู้สึกตัวว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไป เขาไม่จามแล้ว และ ไม่รู้สึกแสบจมูกอีกด้วยทั้งที่ก่อนหน้านี้

เขาแพ้เกสรในทุ่งนี้จะเป็นจะตายเอาด้วยซ้ำ ในตอนนี้เองพาลาดินหนุ่ม จึงได้ตระหนักแล้วว่าเกสรดอกไม้ที่เคยกระจายฟุ้งในทุ่งแห่งนี้หายไป?
แล้วมันหายไปได้อย่างไร คำตอบกำลังจะปรากฏต่อหน้าเขา ดอกไม้เล็กๆ ในทุ่งกำลังลอยขึ้นจากพื้น มันกำลังปลิวไปตามแรงลม
ที่พัดขึ้นจากทุ่ง

โดยที่ไม่รู้ตัวเลย ท้องฟ้าเหนือทุ่งดอกไม้ถูกปกคลุมด้วยเมฆฝน อยู่ๆสภาพอากาศก็เปลี่ยนกระทันหัน นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างแน่นอน
สัญชาตญาณหมาป่าของ ทอล เตือนให้เขาระวังตัวบางอย่างกำลังจะมาเยือน ม่านหมอกของเมฆดำแหวกออกแล้ว ลมพัดแรงขึ้นมันแรงจัดเสียจน
พัดเอาดอกไม้ในทุ่งกระเจิงขึ้นไปบนฟ้าหมด

นี่คงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ทุ่งแห่งนี้ฟุ้งไปด้วยเกสร พวกมันถูกพายุลึกลับนี่ดูดขึ้นไปทั้งดอกทั้งพุ่ม และเมื่อลมหยุดพัด พวกมันถึงร่วงลงมา
แต่เกสรที่เบากว่าอากาศนั้นจะร่วงโรยอย่างช้าๆ จนตกค้างอยู่ในอากาศ

"แกเองสินะตัวการของเรื่องทั้งหมด!"
ทอล พยายามมองเข้าไปในหมู่เมฆที่แหวกตัวออก โฉมหน้าของฆาตกร ร่างกายอันใหญ่โตมหึมา เกล็ดสีน้ำเงินและลำตัวเป็นปล้อง ปีกใสที่ติดกับต้นคอของมัน
ยาวเกือบ5เมตร ความยาวจากหัวถึงหางราวๆ 18เมตร นี่คือแมลงยักษ์บินได้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเหล่าสัตว์หาง จนขนามนามให้กับมันว่า
เป็นจ้าวแห่งนภา สกายบัค(Sky Bug)





.....................................โปรดติดตามตอนต่อไป.......................

อาจจะยาวไปหน่อยนะครับแหะๆ ผมเองก็เขียนไม่ค่อยเก่งด้วย พยายามจะกระชับเนื้อหากลายเป็นยิ่งเขียนยิ่งเยอะเข้าไปอีกเหอๆ =w= ติชมกันได้นะคร้าบบ~~
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/07/14 15:36 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 19/12/12 20:31 น. »
โหวววว~ หนุกมากเลยค่ะ รอตอนต่อไป ♥♥♥ + w +

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji

luckybun

  • กิลนี้ไม่มีหมาค่ะ +w+9
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 312
  • Vote: -3
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 19/12/12 21:05 น. »
สนุกดีค่ะ

เรื่องดำเนินไปเรื่อยๆอยู่ เพิ่งมากำลังตื่นเต้นตอนสกายมา แล้วก็ก็จยตอน.... กริ๊ดดดดด อยากอ่านต่อ


แอบตกใจตอนเอาบทสวดมา เพิ่งเคยเห็นมาคนเอามาเขียนด้วย =[]=

แล้วก็ ตรง >>>> ณ ป่าทางตะวันตก กลุ่มของเด็กหนุ่ม กับ หมาป่าแดง เซเวอร์ กับ เรจิ น่าจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ มันซ้ำซ้อนไป

และก็ควรใส่ชื่ออิ้ง ต่อจากชื่อไทยเลยค่ะ เห็นตอนของฟา อยู่หลังบทพูด >>> "อื้อ ก็มี ฟา มาช่วยหาด้วยเหมือนกันอ่ะ"(Far) (แต่คิดว่าน่าจะเผลอใส่ผิดมากกว่า)


เนื่อโดยรวมถือว่าโอเคละค่ะ ต้องรออ่านไปอีกสักพักถึงจะบอกอะไรมากกว่านี้


ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ(โค้ง)
มาสร้างที่อยู่ของเราให้น่าอยู่กันเถอะนะ ไม่มีหมามากัดกันเอง สังคมกิลจะได้ไม่เน่าใน (G.UnDerGrounD)


OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 20/12/12 16:47 น. »
สนุกดีค่ะ

เรื่องดำเนินไปเรื่อยๆอยู่ เพิ่งมากำลังตื่นเต้นตอนสกายมา แล้วก็ก็จยตอน.... กริ๊ดดดดด อยากอ่านต่อ


แอบตกใจตอนเอาบทสวดมา เพิ่งเคยเห็นมาคนเอามาเขียนด้วย =[]=

แล้วก็ ตรง >>>> ณ ป่าทางตะวันตก กลุ่มของเด็กหนุ่ม กับ หมาป่าแดง เซเวอร์ กับ เรจิ น่าจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ มันซ้ำซ้อนไป

และก็ควรใส่ชื่ออิ้ง ต่อจากชื่อไทยเลยค่ะ เห็นตอนของฟา อยู่หลังบทพูด >>> "อื้อ ก็มี ฟา มาช่วยหาด้วยเหมือนกันอ่ะ"(Far) (แต่คิดว่าน่าจะเผลอใส่ผิดมากกว่า)


เนื่อโดยรวมถือว่าโอเคละค่ะ ต้องรออ่านไปอีกสักพักถึงจะบอกอะไรมากกว่านี้


ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ(โค้ง)

เรื่องชื่อ eng ที่วางไว้ด้านหลังประโยคพูด( " " ) อันนั้นผมตั้งใจเองแหละครับ เพราะกลัวว่ามันจะรก
แต่คิดอีกที น่าจะยัดลงไปเลยดีกว่า ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากๆครับ

สว่นเรื่องบทสวด อุแหม่ ไม่นึกว่าจะมีคนรู้ตัวเร็วแบบนี้ (=3=)  แฮะๆ ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์นะครับ

โหวววว~ หนุกมากเลยค่ะ รอตอนต่อไป ♥♥♥ + w +

ขอบคุณครับผม ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ ตอนที่สองจะสนุกยิ่งขึ้นไปอีกแน่ๆครับ (หุๆ) ;D
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

HappyworldZ

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 199
  • Vote: -560
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: -
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 20/12/12 19:27 น. »
ที่ตั้งชื่อเรื่องว่าอโพคาลิปหมายความว่าไงหรอ ?
♥ ณ๊องพีท คับ คับ ♥

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 20/12/12 19:48 น. »
ที่ตั้งชื่อเรื่องว่าอโพคาลิปหมายความว่าไงหรอ ?

ความลับครับเฉลยท้ายๆเรื่อง ^_^ ' ตอนนี้เดาๆกันไปก่อนเน่อ เหอๆ

edit :แก้ใหม่ ไม่ใช่ท้ายเรื่อง กลางๆเรื่องครับ =0= อดใจรอกันเน่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17/02/13 03:27 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

HappyworldZ

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 199
  • Vote: -560
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: -
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 22/12/12 16:05 น. »
อยากอ่านตอนต่อไป กำลังมันส์เลย><
♥ ณ๊องพีท คับ คับ ♥

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 03/01/13 21:41 น. »
Chapter 2: The Name of Sword is Revive Sky......



    ตัวปราสาททำจากผลึกใสสะท้อนแสงสีม่วงอ่อนๆ ท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำใต้ดินที่ ปราศจากแสงตะวัน แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของโลกใต้พิภพแห่งนี้
   


สถานที่แห่งนี้คือ ตำหนักเทพแห่งความมืด เงา และ ราตรีกาล เซร่า(Zera) หนึ่งใน หกเทพแห่งความสมดุลของโลกหลังการ
ล่มสลาย 5,000 ปี นั่นเองเช่นเดียวกับ นครแห่งแสงที่มีศาสนจักรเป็นองค์กร ขึ้นตรงกับการปกครอง ที่นี่ก็มี ลัทธิเงา
(Shadow Cult)   เป็นองค์กรในสังกัดเช่นกันภายในตำหนักเทพเงา แห่งนี้ เป็นเส้นทางวงกต ที่ไปมาหาสู่กันด้วยกระจกวิเศษ
ที่มีมนต์อำนาจ ในการเคลื่อนย้ายสถานที่ ด้วยความซับซ้อนของทางวงกตนี้จึงเป็นปราการด่านแรกในการป้องกันผู้บุกรุก
เพราะบ่อยครั้งที่แม้แต่ผู้สังกัดลัทธิ ยังหลงทางเสียเองด้วยซ้ำ



ในเวลานี้ ณ ห้องโถงในส่วนลึกที่สุดของ ตำหนักเทพเงา เป็นเวลาของพิธีการบูชาและศักดิ์การะองค์เทพแห่งเงา
โดยมีค้างคาวสาวผมสีบลอนด์ เธอสวมเสื้อคลุมจอมเวทย์สีดำม่วง ซึ่งเป็นเครื่องแบบสำหรับสมาชิกระดับสูงของลัทธิ
นางเป็นผู้เดียวที่กระทำพิธี ต่อหน้าบานกระจกที่แกะลวดลายด้วยสีสันเป็นรูปลักษณ์ของ เทพเซร่า ภายในโถงนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากนาง


ปึง!!!!!

ประตูห้องโถงถูกเปิดออกโดยการกระแทกอย่างแรง  พร้อมๆกับร่าง ของค้างคาวอีกนางที่กระเด็นเข้ามานอนกองกับพื้นในห้องโถง

" นัวร์?! "(Noir)
ค้างคาวผมสีบลอนด์ผู้ทำพิธี หันมาเอ่ยด้วยความฉงนระคนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นางค้างคาวที่กระเด็นเข้ามา คือนางต้นห้อง
และองครักษ์ ที่เฝ้าทางเข้าห้องโถงพิธีการที่นางกระเด็นเข้ามาแบบนี้เป็นสัญญาณว่ามีใครกำลังบุกรุกเข้ามา

" ท....ท่าน มอร์กาน่า(Morgana)....โปรดอภัยแก่ข้าด้วย.... "
นัวร์ เงยหน้าขึ้นมาพูดกับนาง ทว่าหล่อนกลับไม่ได้มองมาที่นางแต่มองไปทางอื่นเสีย ซ้ายทีขวาที จนนางสังเกตุได้ว่า
หล่อนมองไม่เห็นดวงตาของนางปิดสนิทและมีไอควัน ระเหยออกมา อาการเช่นนี้คือการต้องคำสาป ผนึกเนตร(Blind) เป็น
แน่แท้การที่นางจะวินิจฉัยได้ถึงเพียงนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนี่คือเวทย์ พื้นฐานของจอมเวทย์แห่งลัทธิเงา อยู่แล้ว


========Blind===========


" อุตส่าห์เตือนแล้วน้า~~ ว่าเดี๋ยวมันจะเข้าตัวเอา "
เซเวอร์ หรือ เด็กหนุ่มผมสีทอง ผู้เป็นเจ้าของเสียงและตัวการที่ทำให้ นัวร์ กระเด็นเข้ามาอย่างหมดสภาพ เดินย่างสามขุมเข้า
มาในโถงพิธีอย่างสบายใจโดยเบื้องหลังประตูที่เขาเดินผ่านมานั้น มีร่างดำทะมึนใหญ่ยักษ์ ล้มกองพิงกำแพงอยู่ นั่นคือ
องครักษ์อีกหนึ่งตนของนาง เป็นเงารับใช้ที่เกิดจากพิธีกรรม เชด4(Shade4)

" เจ้าลิงไร้หาง กล้าดียังไงถึงมารบกวนในช่วงเวลาพิธีการที่สำคัญต่อท่านเซร่าเทพแห่งเงาเช่นนี้ "
มอร์กาน่า สวนกลับไปนางยกคฑาประจำตัวขึ้นชี้ไปที่เด็กหนุ่ม เตรียมจะร่ายคำสาป

" ข้าจะสูบมาให้หมดทั้งเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ แล้วก็ชีวิตของเจ้า "
สิ้นคำ รอบตัวของเด็กหนุ่ม ก็ปรากฏประกายแสงสีแดงสีฟ้าและสีอัญชัญ ละอองเหล่านี้ คือพลังงานในตัวของเด็กหนุ่ม
ที่ถูกคำสาปแปรเปลี่ยนออกมาเป็นประจุพลังงานและทั้งหมดกำลังจะถูกสูบไปยังไม้คฑาเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังของ
นาง ละอองแสงวิ่งไปรวมกันจนกลายเป็นเส้นแสง


========DrainLife===========


========DrainMana==========


========MercilessDrain========

ทว่าทันทีที่ละอองสัมผัสกับปลายไม้คฑา กลับเกิดเหตุอัศจรรย์ แสงทั้งหมดไหลย้อนกลับเข้าสู่ตัวเด็กหนุ่ม
ไม่เพียงแค่นั้น มันดึงเอาแสงออกจากปลายไม้คฑาของนางติดมาด้วยซึ่งแสงนั้นคือพลังชีวิตของ มอร์กาน่า
นั่นเองคำสาปกำลังหวนคืนกลับใส่ตัวนาง

" อึก...นี่มันอะไรกัน "
มอร์กาน่า พูดจบก็สำลอกออกมาเป็นเลือด ร่างกายของนางดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรงในทันที
จนในที่สุดนางก็ทรุดลงกับพื้นและคำสาปที่นางร่ายไว้ก็หยุดลงพลังชีวิตของนางจึงหยุดรั่วไหลออก
ไปแต่เพียงเท่านั้น

" ข้านึกว่าเจ้าจะฉลาดกว่านี้เสียอีกนะ อุตส่าห์ส่งตัวอย่างมาให้ดูแล้วแท้ๆ "
เซเวอร์ พูดพลางเบี่ยงหน้าไปที่ นัวร์ ที่ล้มฟุบอยู่
" เจ้าเองก็เห็นแล้วนี่ว่า นางคนนั้นถูกคำสาปของตนเองเล่นงานเข้า "

" คำสาปย้อนกลับไปทำร้ายผู้ร่ายงั้นรึ....มีเรื่องบ้าๆแบบนั้นด้วยรึ "
มอร์กาน่า สบถนางไม่เคยได้ยินเรื่องบ้าสุดโต่งแบบนี้มาก่อนในชีวิตของนางเลย
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการต่อสู้เชิงเวทมนต์ คำสาป ทฤษฎีหรือตรรกะใดๆ ที่ป้องกัน
ลบล้าง คำสาปนั้นล้วนเพื่อหักล้างกันเองทั้งสิ้น แต่การสะท้อนคำสาป ในเชิงทฤษฎี หรือ ตรรกะใดๆ
ล้วนเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น

" राम  " (Rāma)
เซเวอร์ กล่าวขึ้นเป็นภาษาที่ มอร์กาน่า ไม่สามารถตีความหมายออกมาได้ เธอไม่คิดว่านั่นเป็นเพียง
การพูดลอยๆโดยไม่มีความหมาย เพราะตอนที่ เซเวอร์ออกเสียง ได้มีการเน้นเสียงจนฟังดูคล้ายกับบดสวดอะไรซักอย่าง
เมื่อเห็นว่า นางยังคงไม่เข้าใจ เด็กหนุ่มจึงออกปากอธิบายเพิ่มเติม

“ ครั้งหนึ่งเคยมีภูตตนนึงได้รับการย่ำยีจากเหล่าเทวดา จึงเกิดความคับแค้นใจไปขอพรต่อผู้เป็นใหญ่ในฟากฟ้า
พรที่ภูตตนนั้นได้รับมาคือ นิ้วเพชรที่มอบความตายแก่ผู้ถูกชี้ได้ มันคือ **เอกคำสาป** เลยเชียวล่ะ
ข้าน่ะย้อนคำสาปแบบนั้นมาแล้วนะ แล้วกับอีแค่ของเล่นของพวกเจ้าน่ะมีรึจะทำอันตรายข้าได้ ”

ครืนนนนนนนนน!!!!

ห้องทั้งห้องก็สั่นไหวอย่างรุนแรง เซเวอร์ ถึงกับเสียหลักจนต้องทรุดเข่าลง  แล้วห้องก็หยุดสั่นในทันที
ทว่าปรากฏการณ์ประหลาดก็บังเกิดขึ้นกับโถงพิธี ผนังทั้งสี่ด้านรวมไปจนถึงเพดาน แยกตัวออกจากกัน
แต่แทนที่ด้านหลังของผนังและเพดานจะเป็นห้องอื่นๆ หรือด้านนอกของตำหนักเทพ
มันกลับกลายเป็นความว่างเปล่า เป็นอีกโลกที่ทึบแสง



“ นี่มัน เมนทาลูโทเปีย(Mentalutopia) งั้นรึ? ”
เซเวอร์ เปรยก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน และมองไปรอบๆ โถงพิธีแปรสภาพกลายเป็นอีกสถานที่ไปแล้ว
พวกเขายืนอยู่บนพื้นที่เคยเป็นพื้นห้องของโถงพิธี ซึ่งลอยเคว้งคว้างอยู่ใน บรรยากาศอันอึมครึม และ มืดมิด

“  ที่นี่เป็นอาณาเขตของท่านเซร่า….เจ้าน่ะเตรียมใจเอาไว้ได้เลย! ”
มอร์กาน่า ขู่การที่ถูกพามายังมิติแห่งนี้ หมายความว่า เทพแห่งเงา นายเหนือหัวของพวกนาง
กำลังจะมาจัดการกับผู้บุกรุกด้วยตนเอง แม้คำสาปของนางจะเอา เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่อยู่ แต่หาก
เป็นพลังของเทพเจ้า ที่สูงส่งกว่านางหลายร้อยหลายพันเท่านั้น จักต้องกำราบได้แน่

“ เมทาลูโทเปีย หรือ อาณาเขตแห่งจิต โลกสมมติ ภายในจิตใจที่ขยายออกมาทับซ้อนกับโลกแห่งความจริงภายนอก
นี่เป็นสิ่งที่มีแต่เพียงเทพเจ้าหรือสิ่งที่มีระดับใกล้เคียงพึงจะทำได้ ที่นี่เป็นเขตแดนที่มีนามว่า
 ‘มิติแห่งเงา’ งั้นสินะ…..เซร่า ”

เซเวอร์ เปรยพร้อมกับหันหลังกลับไป ในความมืดอันว่างเปล่า ปรากฏเส้นเงาดำทะมึน ทอดลงมาจากด้านบน
นับร้อยนับพันเส้น  เส้นเงาเหล่านี้กำลังรวมตัวเข้าด้วยกันทั้งมัดทั้งพัน ร้อยเรียงจนกลายเป็นเงาขนาดใหญ่
ปรับเปลี่ยนจนเป็นรูปเป็นร่าง ส่วนที่คล้ายกับใบหน้าของร่างเงานั้น กลายเป็นวงรีสีขาว ลวดลายสีดำค่อยๆปรากฏ
ตามมาเป็นลำดับสุดท้ายจนเสร็จเป็นหน้ากา ก นี่คือสิ่งที่เหล่าสัตว์หางต่างให้ความเคารพยำเกรง
มันคืออำนาจอันเป็นที่สุดในยุคนี้ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่าเทพเจ้า และตรงหน้าของเด็กหนุ่ม
คือเทพแห่งเงา เซร่า(Zera)



“ เงานั้นมาก่อนแสง และอยู่ทุกหนทุกแห่ง ข้าขอต้อนรับสู่มิติแห่งเงา ข้าเซร่าผู้ซึ่งเป็นนายแห่งเงา…. ”
“ เซร่า เจ้าทำให้ข้าเสียเวลามามากพอแล้วสำหรับวันนี้ ”
เซเวอร์ พูดแทรกหวังจะหยุดมิให้ เทพแห่งเงา พล่ามให้ยืดยาว นับแต่ที่เขาเข้ามาที่ตำหนักแห่งนี้
มันก็นานมากแล้ว ด้วยความเป็นห่วง เพื่อนหมาป่าแดง จะรอนาน เขาจึงอยากรีบจบเรื่อง
ให้เร็วที่สุด เทพแห่งเงา มองมาที่เขาอย่างพินิจพิเคราะห์ ด้าน มอร์กาน่า ก็ถึงกับเป็นงง

ที่นายเหนือหัวของตน ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่อยากจะบัลดาลโทสะ ต่อผู้รบกวนพิธีศักดิ์การะมากที่สุด
แต่ท่าทีของ เหนือหัว กลับไม่เป็นเช่นนั้น นางรู้ดีว่า เทพแห่งเงา มีอำนาจมองลึกลงสู่จิตใจ
ของผู้อื่นได้ หรืออาจจะเป็นเพราะเหตุนั้น จึงยังไม่ลงมือใดๆ

“ เจ้า……คือเซเวอร์ งั้นสินะ ข้ารู้ตัวเองดีว่าไม่อาจเอาชนะเจ้าได้เพียงลำพัง แล้วเจ้ามีเหตุอันใด
ถึงมาเยือนตำหนักของข้า ”
หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน เทพแห่งเงาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามเสียเอง

“ สมเป็นนายแห่งเงา รู้จักเอาตัวรอดดีนี่ ข้าไม่ได้มาหาเรื่องหรอกนะ แต่อยากจะมาเจรจาซักหน่อย ”
เทพแห่งเงา เท้าคางลงบนแขนขวา อยู่ซักครู่ก่อนจะตอบออกมา

“ เจรจา……อ้อ ครั้งนี้น่ะรึ ว่ามาสิ ”
เทพแห่งเงา ยอมรับข้อเสนอเจรจา ของ เด็กหนุ่ม อย่างว่าง่าย

“ ข้าจะเป็นคนเลือกเอง พวกเจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่งในครั้งนี้ ”
เซเวอร์ เน้นเสียงกับคำว่า ‘เลือก’ และให้เวลา เทพแห่งเงา ได้ไตร่ตรอง  โดยที่มอร์กาน่าแม้ว่านางจะนั่งเด่น
อยู่ตรงนี้ก็ตามที แต่กลับทำเพียงแค่จ้องมองทั้งคู่สนทนากัน นาง ไม่อาจเข้าใจได้ว่ากำลังพูดถึงเรื่องใดกันที่จริง
นางไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เหนือหัว จะรู้จักกับ เด็กหนุ่มคนนี้ สถานการณ์กลับกลายเป็นว่า นางถูกกีดกันออกไปโดย
สิ้นเชิง

“ ตกลง….แต่ข้าไม่อาจรับปากได้หรอกนะว่าเทพเจ้าองค์อื่นๆจะยอมรับข้อเสนอนี้ ”
“ ไม่ต้องกังวลไปหากเจ้าไม่อยากเจ็บตัวก็จงเก็บตัวอยู่เงียบๆไปซะ ”
การเจรจาจบลงอย่างราบรื่น เมื่อ เทพแห่งเงา ให้สัจจะแล้ว เซเวอร์ จึงหันหลังกลับ
แล้วก้าวเดินสั้นๆสามย่างก้าวพร้อมกับพึมพำไปด้วย
“ वामन ”(Vāmana)
ก่อนจะอันตรธานหายไปจาก มิติแห่งเงา

“ ท่านเซร่า เจ้าลิงพิการ(ไม่มีหาง) นั่นมันเป็นใครมาจากไหนกันเพคะ!?  ”
ด้วยความสงสัยที่มีอยู่เหลือล้น มอร์กาน่า ไม่อาจปล่อยให้ความเกรงใจมาริดรอนโอกาสที่ถาม
คำถามต่อเหนือหัวของนาง เหตุการณ์ในครั้งนี้ล้วนเต็มไปด้วยปริศนา  ยิ่งเหนือหัว ของนางตรัสด้วย
ตัวเองว่าไม่อาจเทียบเคียงกับเด็กหนุ่ม ผู้นั้นได้ มันยิ่งเพิ่มความสงสัยให้อย่างทวีคูณ

“ มอร์กาน่า พิธีกรรมในวันนี้ไม่จำเป็นอีกแล้ว ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับไปยังตำหนัก… ”
สิ้นคำ และพริบตาต่อมา มอร์กาน่า และ นัวร์ ที่นอนกองอยู่ด้วยกันก็ย้อนกลับมายังห้องโถงพิธี
ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยบรรดา สมาชิกลัทธิ ซึ่งกรูกันเข้ามาแทบจะทันที ที่พวกนางกลับมาถึง
พวกเขาต้องการคำตอบจากนางถึงการมาเยือนของเทพแห่งเงา นายเหนือหัวของพวกเขา

แต่นางก็ไม่อาจให้คำตอบใดๆได้ เพราะแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริง
ของการมาเยือนตำหนักเทพแห่งนี้ เหนือหัวไม่ได้มาเพื่อจะลงโทษผู้บุกรุกเลยแม้แต่น้อย
แต่กลับแสดงเหมือนยอมศิโรราบให้กับ เด็กหนุ่มที่ไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่านางหรือมีเรี่ยวแรงมหาศาล
ใดๆ แต่กระนั้นนางก็เข้าใจได้ดี นางรู้ว่าเด็กหนุ่มนั่นพิเศษ แต่เป็นการคาดไม่ถึง ที่แม้แต่ทวยเทพ
ก็ยังไม่อาจเทียบเคียง ความสงสัยที่เคยอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล
และความกลัดกลุ้ม

…………………………………………
…………………………………………………………………………………………

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04/01/13 11:26 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 03/01/13 21:43 น. »
ที่ทุ่งดอกไม้

สายลมซึ่งเคยพัดผ่านทุ่งอย่างอ้อยอิ่ง บัดนี้กลายเป็นพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำถอนรากถอนโคนทุกสรรพสิ่ง
ในทุ่งจนเ หี้ ยนเตียน  ดอกไม้นับร้อยๆดอก ลอยขึ้นในอากาศและถูกสายลมฉีกกระชาก จนขาดกันเป็นชิ้นๆ
พายุคลั่งนี้เกิดจากการกระพือปีกของ แมลงยักษ์ซึ่งสูงเกือบ 18เมตร  มันใช้หางยันร่างของตัวเองไว้
แล้วกระพือปีกที่ต้นคอ สร้างลมพายุขึ้นมาพัดเป่าทุกสิ่งในทุ่งดอกไม้

/ลักษณะของโครงกระดูกที่พบมันกระจัดกระจาย อย่างกับว่าตกลงมาจากที่สูงมากๆอย่างงั้นแหละ
ถ้าเจ้านี่คือตัวกินเด็กคนนั้นเข้าไปก็ไม่แปลกเลย ถูกเจ้าตัวบินได้โฉบจากทุ่งแห่งนี้ไปกินสินะ
เพราะเป็นแรงลมจากการพุ่งตัวโฉบ ทุ่งดอกไม้ก็เลยยังไม่เละเหมือนตอนนี้ที่มันกำลังพัดทุกอย่างจนกระเจิงไปหมด/

ทอล ตีความเหตุการณ์ที่อาจจะเคยเกิดขึ้นกับศพเด็ก ที่เขาพบในทุ่งแห่งนี้ และ บรรดาเกสรดอกไม้ที่ฟุ้งกระจาย
แมลงยักษ์ตัวนี้คือต้นเหตุทั้งหมด เป็นหน้าที่ของศาสนจักรที่ต้องกำจัดแมลงอันตรายตัวนี้ถึงจะคิดแบบนั้น
แต่ขนาดที่แตกต่างกันเช่นนี้ ตัวเขาเพียงลำพังไม่มีทางเอาชนะได้อย่างแน่นอน แค่เพียงจะยันร่าง
ต้านกับกระแสลม ที่พัดออกมาจากปีกของมัน ก็ยังทำเอาเหนื่อยหอบ ที่สำคัญกว่าผู้ใหญ่อย่างเขา
ยังแทบจะปลิวไปกับลม แล้วพวก เด็กๆอย่าง นิโค ล่ะ

พาลาดินหนุ่ม หันกลับไปยังต้นไม้ใหญ่ ที่เขาพาพวกเด็กๆไปพักก่อนจะกลับมาที่ทุ่งนี้ พวกเด็กๆ
 กำลังหลบลมอยู่หลังต้นไม้ นั่นก็ดูจะปลอดภัยดี ถ้าหากว่า ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้กำลังจะโค่นล้มด้วย
แรงปะทะของพายุ  ส่วนรากของต้นเริ่มโผล่พ้นดินขึ้นมาแล้ว โดยที่พวกเด็กๆไม่รู้ตัวเลย
ไม่ทันที่ทอลจะได้เตือนพวกเขา ต้นไม้ก็ล้มตัวโค่นลงมาแล้วและกำลังจะทับพวกเขาจนบี้แบน

“ นิโค!! ฟา!!! ”

ต้นไม้โค่นลงไปแล้วและพวกเด็กๆก็อยู่ข้างใต้นั้น เขาไม่สามารถปกป้องพวกเด็กๆเอาไว้ได้
แล้วทีนี้เขาจะกลับไปสู้หน้ากับครอบครัวของพวกเด็กๆยังไง นี่มันความล้มเหลวในฐานะอัศวินชัดๆ

“ เย้จับตัวได้แล้วคราวนี้ตา นิโค่ หานา~~~~ ”
เสียง ไม่คุ้นหูดังขึ้นจากต้นไม้ที่โค่นลงใส่พวกเด็กๆ  มันกำลังปริแตกออกจนแหลเป็นชิ้นๆไปในที่สุด
ทั้งนิโค และ ฟา ทั้งสองถูกโอบอุ้มไว้โดยหมาป่าแดง

“ พ…พี่เรจิ!! ” นิโค และ ฟา ต่างเรียกชื่อของหมาป่าแดง
“ เฮ้! นายน่ะ พาพวกเค้าหนีไปจากที่นี่ทีสิ ”
แม้จะไม่รู้ว่า เรจิ เป็นใคร แต่ทอล รู้สึกขอบคุณมากที่เขาอยู่ที่นี่และช่วยพวกเด็กๆไว้
และตอนนี้จะได้ต่อสู้อย่างเต็มที่เสียที ทอลชักดาบ ออกมาแล้วรวบรวมกำลังไว้ที่ฝ่าเท้าถีบตัว
ฝ่าแรงลมเข้าไปหาแมลงยักษ์

“สิริพึงมีแด่พระบิดา พระบุตร และพระจิต เหมือนในปฐมกาล บัดนี้ และทุกเมื่อตลอดนิรันดร อาเมน ”
(Glory be to the Father, and to the Son, and to the Holy Spirit. As it was in the beginning, is now, and ever shall be, world without end. Amen.)


=============Brave Spirit===============

ยามเมื่อบทสวดถูกกล่าวขานจนจบ ทอล ก็พุ่งตัวฝ่าแรงลมด้วยความเร็วที่ยิ่งขึ้นไปอีก เจ้าแมลงยักษ์
ยังคงกระพือปีกต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ได้สนใจเขาเลย แต่มันกำลังเล็งอะไรบางอย่าง บางอย่างในทุ่งดอกไม้
แต่นั่นก็เป็นการดีสำหรับเขา แม้จะไม่รู้ว่ามันตั้งใจจะทำอะไร แต่เขาจะปลิดชีพมันเสียก่อนที่มันจะรู้
ตัวว่าเขาจะทำอะไรกับมัน

“ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ พระนามพระองค์
จงเป็นที่สักการะ ” (Our Father , in heaven , holy be your name)

ทอล ประสานดาบทั้งสองให้ไขว้กันก่อนจะออกแรงถีบตัวกระโดดขึ้นสูงพร้อมยกดาบขึ้นเหนือหัว
ดาบซึ่งไขว้ประสานกันไว้ ทอประกายด้วยแสงสว่างที่เอ่อล้นออกมาประกายแสงนั้นคือพลังเวทย์
ของทอล ที่ขับจากร่างกายออกมาเก็บไว้ยังใบดาบ เมื่อแรงส่งจากการกระโดดหมดลง ร่างของเขากำลังจะ
หล่นกลับลงไปตามแรงโน้มถ่วง เขากระชับดาบในมือมั่นและฟาดมันลงทันทีที่เท้าแตะพื้น
คมดาบทั้งสองกระแทกเข้าหางของแมลงยักษ์ อย่างรุนแรง

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!!!!!

“  พระอาณาจักรจงมาถึง …...” (your kingdom come .....)
สิ้นคำ แสงสว่างที่สถิตยังคมดาบทั้งสอง ก็แผ่พุ่งออกเป็นเส้นตัดกันเป็นรูปกางเขน แสงสว่างแผดเผาหางของ
แมลงยักษ์ แรงระเบิดของมัน ทำให้เสียหลักจนในที่สุดร่างของแมลงยักษ์ ก็โค่นลงบนทุ่งดอกไม้ที่ราบเป็นหน้ากลอง
ไปหมดแล้ว นี่คือกระบวนท่าพิฆาตขั้นสูงของพาลาดิน ด้วยการรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ดาบแล้วระเบิดมันออก
จนเกิดเป็นพื้นที่ทำลายล้าง ซึ่งจะแผดเผาศัตรูจนม้วยมอด ด้วยความรุนแรงของมันยังทิ้งร่องรอย
ของการระเบิดไว้บนพื้นเป็น กา กบาทที่มีประกายแสงล่องลอยขึ้นมา


=====================Cross Impact========================

เพื่อให้มันใจว่ามันจะตายสนิท พาลาดินหนุ่มไม่รออีกแล้ว เขาควงดาบให้หันคมลงกับพื้น ก่อนจะปักมันลงไป

“.....พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ อาเมน!  ”
(.....your will be done on earth as it is in heaven.  Amen.)

=====================Grand Cross========================
บรึมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ประกายแสงที่เคยล่องลอยออกมาจากรอย กา กบาทบนพื้นนั้นเกิดระเบิดขึ้นอีกครั้งและ
รุนแรงกว่าครั้งแรกเสียอีกแสงสว่างแผดเผาตั้งแต่หางไปจนหัวของแมลงยักษ์

ทอล ชักดาบขึ้นจากพื้นเขาแน่ใจว่ามันตายสนิทจาก การที่มันไม่ยอมขยับเลยแม้จะโดนกระบวนท่าปิดฉากสุดท้าย
ไปแล้วก็ยังไม่มีอาการดิ้นพล่านหรือทุรนทุรายใดๆ เมื่อความโล่งใจเข้ามาแทนที่ความเครียด ร่างกายจึงรู้สึก
เหนื่อยล้า ขนของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ และหอบหายใจแรง จากการใช้ทั้งพลังกายและพลังเวทย์

ในตอนแรกเขาไม่คิดว่าจะจัดการกับ แมลงแห่งนภา ที่มีขนาดใหญ่แบบนี้ได้ ตัวคนเดียวแน่ๆ ต้องขอบคุณ
ที่มันประมาทจนไม่ทันระวังการโจมตีของเขา

เปรี้ยะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!

มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ยินเสียงระเบิด ทุกอย่างก็เงียบลง มีกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมาจากตัวของเขา
สัมผัสทั้งร่างกายด้านชาไปจนหมด เขาถูกไฟช๊อตจากสนามไฟฟ้าที่อยู่ๆก็ปรากฏขึ้นมรอบตัวของเขา แล้วมัน
มาได้อย่างไร มีใครลอบโจมตีเขางั้นรึ ไม่ใช่เลย คนร้ายอยู่ต่อหน้าเขานี่เอง

ร่างยักษ์ซึ่งล้มนอนอยุ่บนพื้น กำลังพลิกตัวปีกใสของมันกระพือขึ้นลงอย่างช้าๆ ก่อนจะทุบป้าบลงไป
แรงจาก การทุบนั้นดีดให้ร่างของมันเด้งสปริงขึ้นสู่ฟากฟ้า แมลงแห่งนภา ที่ เขาคิดว่าโค่นมันได้แล้ว
ที่จริงแค่เพียงสลบไป และมันฟื้นขึ้นมาจากการถูกกระตุ้นด้วย แกรนด์ครอส

คนที่ประมาทคือเขาเสียเอง แมลงแห่งนภา เป็นแมลงแห่งฟากฟ้าไม่ใช่แค่เพราะมันบินได้หากแต่มันยังควบคุม
สภาวะอากาศได้ และเลื่องชื่อด้านการโจมตีด้วยสายฟ้ามันเป็นแมลงที่รู้จักการใช้ พลังแห่งเวทย์
ที่กระจายตัวอยู่ในธรรมชาติ ตลอด 5000 ปีที่ผ่านมา

ร่างของพาลาดินหนุ่ม ล้มหงายลงเขายังไม่ถึงกับสิ้นสติเสียทีเดียว แต่ร่างกายของเขาไม่อาจทำตามที่สั่งได้
มันชาไปหมดตั้งไหล่ลงไปเขาไม่สามารถควบคุมอวัยวะใดๆได้เลย

และในตอนนี้ แมลงยักษ์ ได้เปลี่ยนเป้าความสนใจมาที่เขาแล้ว มันจะไม่ยอมให้เขาลุกขึ้นมาเผาหาง
มันเล่นได้อีกเป้นครั้งที่สอง ร่างกายของ พาลาดินหนุ่ม ถูกหางที่หุ้มเกล็ดหนา กดทับลงบน อก
จากการนี้ทำให้เขาพึ่งสังเกตุเห็น หางของมันที่ถูกคมดาบฟาดลงไปในครั้งแรก ไม่ได้มีรอยขีด
ข่วนใดๆเลย ที่มันล้มลงคงเป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดทำให้มันตกใจเสียหลักเอง
เสียมากกว่า นี่ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความหุนหันของเขาที่ลุยเข้ามาสู้เพียงลำพัง
และจะต้องชดใช้มันด้วยชีวิต หางของแมลงยักษ์กำลังจะบดขยี้จนร่างแหลกเละ

สัมผัสอันหนักหน่วงที่หน้าอกกดทับลงมาเรื่อยๆ เสียงกรอบแกรบที่ดังตามมาและความเจ็บ
ปวดที่แล่นไปทั้งร่าง ซี่โครงของเขาคงจะหักแล้วกระมัง จังหวะการหายใจที่ติดขัดนี้ เป็นสัญญาณที่
ไม่ดีนักปอดกำลังจะแหลกเละและอีกไม่นานอวัยวะชิ้นอื่นๆ ก็คงจะแหลกเหลวไปตามๆกัน

ตายในหน้าที่อย่างสมเกียรติ ความภาคภูมิใจสูงสุดของอัศวิน  …… สิ่งที่ถูกปลูกฝังมาโดยตลอด
มันคือความเจ็บปวดแบบนี้เองงั้นรึ? พาลาดินหนุ่มตั้งคำถามต่อศรัธทรา ที่เขายึดมั่น
มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเคยคิดว่ามันคือเกียรติยศ ที่น่าภาคภูมิ
ยามเมื่อได้ไขว่คว้ามันมาแล้ว กลับกลายเป็นว่าเขาเองนั้นแล ที่กำลังถูกเกียรติยศ ไขว่คว้าดึงให้
อยู่ที่ตรงนี้ ถ้าตายไปจะไปอยู่ที่ไหน จะได้ไปพำนักยังที่สิตย์วิญญาณของเหล่าวีระชนรึเปล่า
มันเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบแม้ว่าจิตใจกำลังสับสน แต่แรงกดดันที่หน้าอกก็ยังไม่หยุดขยี้ลงมา

/เดี๋ยวสิ…ทำไมถึงไม่รุ้สึกเจ็บแล้วล่ะ? หรือว่าเราตายไปแล้ว? /
คำถามเกิดขึ้นในจิตใจของ พาลาดินหนุ่ม ที่จริงแล้วเป็นเพราะเขาจมอยุ่ในความสิ้นหวัง
จนไม่ได้สังเกตรอบตัวของเขาเลย หางของแมลงยักษ์ ไม่ได้กดทับเขาอีกต่อไปแล้ว

กี๊ซซซซซซซ!!!!

แมลงยักษ์ ร้องขึ้น ราวกับเจ็บปวดทรมาน และ กำลังบินหนีกลับขึ้นไปข้างบน โดยมีเลือดไหลจากปาก
แผลบริเวณหางความสงสัยยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เมื่อสังเกตเห็นหยดเลือดสีเขียวที่เปรอะอยู่บนตัวของเขา
และหมาป่าสีแดงที่ควรจะพาพวกนิโค่ หนีไปแล้ว กุมดาบไม้สองเล่มไว้ในมือ โดยเล่มที่อยู่ในมือซ้าย
มีคราบเลือดแบบเดียวกันติดอยู่ เพียงความคิดเดียวที่เป็นไปได้จากร่องรอยทั้งหมดนี้

/ดาบไม้นั่น ฟันทะลุเกล็ดของมันได้งั้นเหรอ? ทั้งที่ดาบโลหะของเราแทบจะไม่ระคายผิวมันเสียด้วยซ้ำ/

“ ถ้าวันนี้ล้มเจ้านี่ได้จะให้การ์ดโคค่อน ใช่ป่าว ”
เรจิ หันกลับไปถาม นิโค ที่ยืนอยู่กับฟา บริเวณชายป่า ด้านนอกทุ่ง ซึ่งนิโค่ ก็ชูไม้ชูมือ
เป็นการตอบรับข้อเสนอ สำหรับ ทอลแล้วนี่มันบ้าชัดๆ หมาป่าชาวบ้านตัวนี้จะไปสู้กับ
แมลยักษ์พรรค์นี้ได้ยังไงในเมื่ออัศวินแห่งศาสนาจักร อย่างเขาเองยังเพลี่ยงพล้ำขนาดนี้

แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ถึงตอนที่ ช่วยพวกนิโค่ ไว้จากต้นไม้ล้มใส่ หมาป่าตัวนี้ฉีกต้นไม้ใหญ่ขนาดนั้น
จนเป็นชิ้นๆได้จะต้องไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่

แมลงยักษ์กำลังจะโฉบลงมาอีกครั้งโดยหมายตาไว้ที่หมาป่าแดง และมันก็ทำสำเร็จ หมาป่าแดงถูก
คาบขึ้นไป แต่ก่อนที่มันจะได้ลิ้มรส เปลือกเกราะที่มันแสนจะภูมิใจในความแข็ง กลับถูกดาบไม้เสียบทะลุเข้า
ไปอย่างง่ายดาย บริเวณดวงตาของมันพอดิบพอดี โดยไม่รอช้า หมาป่าแดงก็แทงเข้าที่ลูกตาอีกข้างจนบอดสนิท
ไปตามกัน

กี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซ!!!!!!!!!!!!!

แมลงยักษ์ กุ่ร้องด้วยความเจ็บปวด  จนเผลอปล่อยให้หมาป่าแดงหลุดออกจากปาก
และเขาก็ตีลังกาลงสู่พื้นอย่างราบรื่น แม้จะตกลงมาจากที่สูง จนดูไม่เหมือนว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ
เลยแล้วยังเรื่องที่ดาบไม้สามารถเจาะทะลุเกราะอันแข็งแกร่งของมันได้ ความลับนั้นดูเหมือนจะอยู่ที่
ออร่าสีดำซิ่งแผ่ออกมาอย่างจางๆบริเวณใบดาบ นี่คือวิชามารแขนงนึงเลยก็ว่าได้ ออร่าสีดำซึ่งจะปกคลุมอาวุธที่ใช้
และทำให้มันกลายเป็นอาวุธเจาะทะลวงปราการป้องกันทุกชนิดโดยไม่สนเงื่อนไขใดๆ


==================Dark Edge=====================

กระนั้น การต่อสู้กับแมลงแห่งนภา เพียงลำพังก็ยังเป็นเรื่องยากเกินไปอยู่ดี ในตอนนี้มันรู้ซึ้งแล้ว
ถึงการเข้าประชิดตัวหมาป่าแดง จึงเปลี่ยนเป็นการบินอยู่บนท้องฟ้า แล้วกระหน่ำ ยิงสายฟ้าฟาดลงมาแทน
เมื่อไม่อาจเข้าใกล้ได้ ดาบจึงเป็ยอาวุธ ที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด ฟ้าผ่าลงมาบนทุ่งครั้งแล้วครั้งเล่า
พื้นระเบิดกระจุยกระจาย จนฝุ่นควันตลบอบอวล ก่อนจะถูกพัดออกไปด้วยลมพายุที่ มันจงใจกระหน่ำ
โถมลงมาหวังให้พวกเขาปลิวกระเด็นไป

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เวลามานอนสบายใจ ทอล คิดแบบนั้นเมื่อเห็นว่าร่างกายตัวเองกลับมา
ขยับได้อีกครั้งและไม่รู้สึกเหน็บชาอีกแล้ว จึงพลิกตัวเพื่อจะลุกขึ้น แต่ทว่าซี่โครงที่หักอยู่ทำให้ ทุกอย่างช้า
ไปหมดและเพราะความเชื่องช้านี้กำลังจะเป็นภัยแก่ตัว  แมลงแห่งนภา ซึ่งสูญเสียดวงตาจึงได้แต่กระหน่ำจู่โจม
อย่างไม่รู้ทิศ และบ้าคลั่ง ลมพายุที่รุนแรงขึ้นเริ่มพัดหอบเอาเศษหินและเศษไม้มาด้วย และเศษซากเหล่านั้นกำลัง
จะเข้าปะทะ กับพาลาดินหนุ่ม

แต่แล้ว หมาป่าแดง ได้วิ่งเอาตัวมาคร่อมเขาเพื่อใช้ร่างกายของตนปกป้องเขาเอาไว้จาก เศษซากพวกนั้น
ช่างน่าสมเพชเสียจริงที่อัศวินเยี่ยงเขาต้องได้รับการปกป้องแทนที่จะเป็นคนปกป้องเสียเอง
ซากหิน ซากไม้ เข้าปะทะกับแผ่นหลังของ หมาป่าแดง ทั้งฉีกและเฉือนเสื้อผ้าจนขาดวิ่น
ทะลุไปถึงหลังถลอกปอกเปิดเป็นแผลให้เลือดได้ไหลออกมาชโลมจนชุ่ม

หนำซ้ำสายฟ้ากำลังจะฟาดฟันใส่ หมาป่าหนุ่มทั้งสอง ที่ยังคงไม่ขยับเขยื้อน ด้วยความเร็วของฟ้าผ่า
ที่จุดนี้ทั้งสองไม่อาจหลบให้พ้นได้เลย และจะต้องมอดไหม้เป็นจุลเพราะครั้งนี้ต่างจาก
หนแรกที่ ทอล โดนนั้นเป็นเพียงแค่ระดับไฟฟ้าสถิตย์ที่ไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่ครั้งนี้
เป็นสายฟ้าฟาดของจริง  …………….

1 วินาที…. 2วินาที …….3วินาที เวลายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเสียงหรือแสง
จากการระเบิดของฟ้าผ่า หรือเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ไม่มี ทุกอย่างในทุ่งที่เคยบ้าคลั่ง
ทั้งลมพายุ ทั้งสายฟ้าฟาด ทั้งเศษหินเศษไม้ ที่ปลิวว่อนในอากาศ ทั้งหมดอันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

พาลาดินหนุ่ม แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เมฆฝนที่เคยปกคลุมทุ่งดอกไม้ กำลังไหลลงมาข้างล่าง
ลงมารวมกันที่ เด็กหนุ่มผมสีทอง ซึ่งกำลังเดินตรงมาที่พวกเขา

 “ ว่าไงสะบักสะบอมไปหมดเลยนะ เรจิ ”
เซเวอร์ เดินมาหยุดต่อหน้าทั้งสอง ส่วนสายฟ้าฟาดที่กำลังจะคร่าชีวิตพวกเขาเล่า?
คำตอบปรากฏขึ้นเมื่อ เงยหน้าดูที่เหนือหัวของเด็กหนุ่ม มือขวาชูดาบสั้นที่ทั้งเล่ม เงางาม
ราวกับอัญมณี สีฟ้าสดดั่งไพริน และตัวมันคือสาเหตุที่สายฟ้าฟาดหายไป ตัวดาบกำลัง
ดูดกลืนประกายจากสายฟ้าอยู่ รวมถึงเมฆฝนที่หายไปนั่นก็เพราะดาบเล่มนี้กำลังดูดกลืนมันเข้าไปพร้อมกันด้วย



ไม่ใช่แค่เพียงสายฟ้า ที่จะฟาดใส่พวกเขา แต่เป็นสายฟ้าทั้งหมดที่ ผ่าลงรอบๆทุ่งถูกดูดมารวมกันยังดาบเล่มนั้นจนหมด
แมลงแห่งนภา ดูจะสับสนไม่น้อยที่สภาพอากาศเปลี่นแปงไปและมันคงจะควบคุมสภาวะไม่ได้ดั่งใจเหมือนทุกที
ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นเพราะดาบเล่มนั้น กระทำให้เป็น

“ ดาบนั่น…มันอะไรกัน? ”
ทอล เปรยที่จริงในหัวของเขาตอนนี้มีแต่เรื่องชวนงง เต็มไปหมดทั้งหมาป่าแดง ที่ดูเหมือนจะรู้จักกับ
เด็กหนุ่มตรงหน้า ซึ่ง เป็นสัตว์หางที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนที่จริงก็มีส่วนที่ดูคล้ายๆกับลิงแต่ว่าไม่มีหาง
แต่ที่กระตุ้นต่อมอยากรู้ของเขามากที่สุดคือ ดาบในมือเล่มนั้นมันดูดกลืนทั้งสายฟ้า และเมฆฝน
นับเป็นพลังในการควบคุมสภาวะอากาศแบบหนึ่งเลยก็ว่าได้

“ หือนี่น่ะรึ? ”
เซเวอร์ ชี้ไปที่ดาบ และ ทอล พยักหน้ารับ

“ มันคือดาบที่ว่ากันว่าแบ่งฟากฟ้าออกเป็นสอง หลอมจากโลหะอาถรรพ์นับสิบ…..เอาล่ะน่าจะชาจไฟ
เต็มแล้วละมั้งถ่างตาดูให้ดีๆล่ะเพราะชีวิตนี้เจ้าอาจไม่ได้เห็นมันอีกเลยก็ได้ ”
เมื่อเห็นว่า สายฟ้าที่ดาบดูดมามีมากพอแล้ว เซเวอร์ จึงชูดาบชี้ไปยังทิศที่ แมลงแห่งนภา บินวนไปวนมา
 ก่อนจะตวัดดาบให้เฉียงเข้าหาตัวลงมาทางซ้าย

“ ฟ้าฟื้นเอ๋ย จงแบ่งแยกนภาออกเป็นสอง Celestial Splitter!! ”

ท้องฟ้าในทิศที่ แมลงแห่งนภา บินอยู่พลันเกิดสายฟ้าฟาดตัดผ่าลงมาทีกลางตัวของมัน เส้นแขนงราก
ที่สายฟ้าทิ้งเอาไว้โดยปกติ เส้นสายฟ้าควรจะไหลลงสู่พื้นดินแต่มันกลับค้างเติ่งอยู่บนนั้น
ต่อมาพื้นฟ้าได้แยกออกจากกันในบริเวณที่เส้นแขนงนั้นปรากฏ ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังปริร้าว
ท้องฟ้าเบื้องซ้ายเลื่อนตัวลงเสมือนกำลังสะบั้นจนจะขาดออกจากกัน ร่างของแมลงยักษ์นั้นถูกแบ่งครึ่ง
 ณ จุดที่ท้องฟ้าถูกตัดแบ่งพอดีทุกสิ่งในน่านฟ้าบริเวณนั้นล้วนหยุดนิ่งราวกับภาพวาด

เมื่อ เซเวอร์ ตวัดดาบออกไปทางขวาท้องฟ้าที่กำลังสะบั้นนั้น ก็เลื่อนตัวกลับและปิดสนิทเป็น
ผืนแผ่นเดียวกันดังเดิม เพียงแต่ร่างของ แมลงแห่งนภา เท่านั้นที่ไมได้กลับมาด้วย
หากแต่ขาดเป็นส่องท่อน ก่อนจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆเหมือนกระจก
ชิ้นส่วนร่างของมันมอดไหม้อย่างช้าๆขณะที่ตกสู่พื้น จนเหลือเพียงเถ้าธุลี

ทั้ง ทอล นิโค่ และ ฟา ได้แต่จดจ้องโดยไม่กระพริบตา แมลงแห่งนภา ศัตรูที่แข็งแกร่งขนาด
นั้นกลับสิ้นท่าลงในดาบเดียว แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ สิ่งที่ดาบของเด็กหนุ่มทำเอาไว้
มันได้ตัดแบ่งท้องฟ้าออกเป็นสองในช่วงเวลาหนึ่งจริงๆอย่างที่ได้กล่าวไว้

“ อ๊า!!! เซเวอร์ อ้ะมาแย่งแบบบนี้ ก็อดได้การ์ดโคค่อนกันพอดีน่ะสิ ”
เรจิ ที่พึ่งนึกขึ้นได้ถึงสัญญากับ นิโค่ เรื่องการ์ด จึงออกอาการงอแงกับ เด็กหนุ่มทันที ท่าทางขึงขัง
ของเจ้าตัวราวกับลืมความเจ็บปวดจากแผลที่หลัง ซึ่งเกิดจาก การเอาตัวเข้าไปปกป้อง ทอล เสียสนิท

“ อ้าว…..เหรอ…โทษทีๆ งั้นไว้เย็นนี้ฉันทำข้าวราดแกงให้ละกัน ”
เซเวอร์ มีสีหน้าเหวอเล็กน้อย แต่ก็ยังใจเย็นแก้ตัวไปตามปกติ ฝ่าย เรจิ ได้ ยินข้าวราดแกง
ก็ลืมเรื่องที่เคืองอยู่จนหมดไปโดยปริยาย
“ เย้ ข้าวราดแกง!! ข้าวราดแกง!! ”

“ ดาบนั่น….ทั้งพลัง ทั้งอำนาจนั่น…..ข้าไม่ได้เข้าใจผิดว่ามันเป็นดาบมารใช่ไหม? ”
ทอล แทรกถามขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ ดาบฟ้าฟื้น ของเด็กหนุ่ม ; ดาบมาร ถ้าให้กล่าวโดยละเอียดแล้ว
คือดาบที่ผ่านการปลุกเสก หรือ ลงอาคม ซึ่งวิชาพวกนี้นับว่าเข้าข่ายนอกรีตและเป็นภัยคุกคามต่อ
ศาสนจักร ผู้สังกัดต่อศาสนจักรล้วนถูกสั่งสอนให้เป็นอริกับ อวิชชา เหล่านี้ ดังนั้นแล้ว
ศาสตราปลุกเสกใดที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนกับศาสนจักร ย่อมเป็นของผิดกฏหมาย
ไม่ต่างกับ อาวุธเถื่อนดีๆนี่เอง

“ ดาบมาร….”
เซเวอร์ ทวนคำก่อนจะหันมาพูดกับทอล
“ ด้วยศักดิ์ของดาบนี้ ข้าไม่อาจกล่าวฐานะเท็จของมัน ดาบนี่ตีจากโลหะอาถรรพ์ ดังนั้นมันคือ
ดาบมารของแท้เลยล่ะแล้วเจ้ามีปัญหาอะไรรึ? ”

เซเวอร์ ตอบน้ำเสียงหนักแน่น ด้วยความภาคภูมิที่มีต่อดาบวิเศษเล่มนี้ เจ้าตัวไม่อาจกล่าวเท็จเพื่อปกปิดฐานะ
ของตัวดาบได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนั้นแม้จะเป็นผู้มีพระคุณแต่หน้าที่ก็ต้องมาก่อน

“ ถ้างั้นในนามแห่งศาสนจักร ฉันขอควบคุมตัวพวกนายฐานครอบครองศาสตรามาร ”

“ นึกแล้วว่าเจ้าจะต้องพูดแบบนั้นเพราะเจ้าคืออัศวินของศาสนจักร…แล้วเจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึง
กล้าบอกว่ามันคือดาบมารทั้งที่รู้ว่าเจ้าจะต้องทำแบบนี้ ”
เซเวอร์ ฉีกยิ้มน้อยๆเขาพยายามจะท้าทาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ไม่มีวันที่ดาบเล่มนี้จะถูกลบหลู่
เช่นนั้นแล้ว ทอล พาลาดินแห่งศาสนจักร เจ้าจะทำยังไงกับข้า นี่คือความหมายของคำพูดนั้น
ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทอล ที่กระดูกซี่โครงหักได้แต่เดินเป๋ไปเป๋มา รู้ตัวเองดีว่าไม่มีทางจับกุมตามหน้าที่
ได้แน่ และเด็กหนุ่มผู้นี้แข็งแกร่งกว่าเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ดีไม่ดีต่อให้รวมทัพอัศวินมาทั้งภาคี ก็อาจจะ
ล้มเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้

ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดเช่นนี้ เองก็ได้มีกลุ่มของสัตว์หางอีกกลุ่มเข้ามาสมทบยังทุ่งดอกไม้
แห่งนี้ ผู้นำของกลุ่มเดินตรงเข้ามาพร้อมกับยิงคำถามทันที

“ เมื่อครู่เป็นฝีมือของพวกเจ้ารึ…. ”
ผู้เป็นเจ้าของคำถามนี้ คือ แกะสาวผมสีชมพูนางมีเขางอกจากหัวขดเป็นมวน สองข้างดั่งเช่นเผ่าแกะทั่วๆไป
แต่สิ่งที่ทำให้นางดูพิเศษ เห็นจะเป็น อากัปกิริยาของ ทอล ที่ดูจะตกใจกับการมาของนางจนเผลอหลุดปาก
ออกมาเอง
“ ท่านกษัตริยา!! (kshatriya) ”

*********************************โปรดติดตามตอนต่อไป***********************


** ?ภาคผนวกมั้ง?

เอกคำสาป: คำสาป มีระดับตั้งแต่ต่ำไปหาสูง ยิ่งระดับสูงมากเท่าใดการถอนหรือแก้คำสาป จะยิ่งยากมากขึ้นตามระดับ
หรืออาจไม่มีทางแก้เลยก็ได้ การแก้คำสาปนั้นต่างจากการถอน การถอนคำสาปคือการลบล้างให้หายไป
เช่น หากติดสถานะ Curse ในเกมก็เอา Clean, Clear หรือ Dispell มาลบออก ผลลัพธ์คือการทำให้คำสาปคลายออกไป
ส่วนการแก้คำสาปจะต่างกัน มันคือการเอาอำนาจที่ผลทัดเทียมกันมาหักล้างคำสาปกันเองเช่นสถานะในเกมเหล่านี้
อ้างถึง
ก็อบมาจากนี่อีกที http://www.bigbugstudio.com/forum/viewtopic.php?f=13&t=703&start=10
STR : Valor/Weak
DEF : Harden/Soften
AGI : Quicken/Slug
VIT : Health/Disease
INT : Wisdom/Stupefy
CHA : Honor/Shame
TAL : Gifted/Imbecile
LCK : Fortune/Trouble

ALL : Bless/Curse

runSpeed : Haste/Slow
Weight : Heavy/Feather
size : Growth/Reduce
หากพูดถึงการแก้คำสาปที่เป็นตำนานจริงๆเลยก็มี  ตำนาน กวนเกษียรสมุทร ซึ่งเหตุของการทำพิธี
กวนเกษียรสมุทร เกิดจาก พระอินทร์ ถูก พระฤาษีทุรวาส สาปให้พระอินทร์และเทวดาที่ร่วมมาด้วย
มิหนำซั้มยังสาปไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึง ให้พระอินทร์และเทวดาถอยกำลังมีฤทธิ์น้อยลงไป เมื่อใดที่ต้องการ
สู้กับพวกอสูร ทั้งพระอินทร์และเทวดาจะต้องพ่ายแพ้กับอสูร เนื่องจากคำสาปของพระฤาษีทุรวาส
ไม่อาจ ”ถอน”ออกได้ จึงต้องทำการ “แก้” คำสาปแทนโดยการดื่มน้ำ อมฤตซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มกำลังอำนาจทำให้หักล้าง
กับคำสาปเดิม เสมือน โดน Shame จาก คาวแล้วให้ วาฬบัพ Honor มาทับให้ก็จะหักล้างกันไป
ส่วนที่เซเวอร์ พูดว่า เอกคำสาป นั้นใน Fic นี้จะหมายถึงคำสาปที่มีลักษณะเฉพาะและยังมีความรุนแรงในระดับสูงอีกด้วย
เป็นการข่มกลับไปว่า แม้แต่คำสาประดับสูงยังทำอะไรเขาไม่ได้ ระดับมอร์กาน่า ยังห่างชั้นกับเขาไปอีกมากโข
ยิ่ง เซร่า ออกเองด้วยว่า ตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา พลังของเซเวอร์ ก็เป็นอีกปริศนาหนึ่งที่น่าสงสัยพอๆกับว่า
เขาเป็นใครมาจากไหน ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปนะคร้าบ~~~


รูปของ เซเวอร์ : ว่าด้วยภาพของตัวละคร เซเวอร์ เนื่องจากกระผมไม่มีความสามารถด้านการวาด Fan Art 
เลยต้องใช้ภาพตัวละครจากเกมอื่นแทน =_= แต่อิมเมจตัวละครประมาณนี้เลยแหละครับ หยวนๆละกัน


---------------------------------

ติดสอบเมื่อสิ้นปีที่แล้วทำเอาไม่มีเวลาเขียนเลยพอสอบเสร็จก็รีบปั่นทันที อาจจะดูงานหยาบๆลงไปบ้างก็ขออภัยด้วยนะครับ  :-\
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

ApocalypseX

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 253
  • Vote: 11
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: -
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse Chapter 2: The Name of Sword is Revive Sky......
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 04/01/13 09:50 น. »
สนุกมากครับ ผมจะคอยติดตามนะครับ^^
Family Name:ตามชื่อในบอร์ด(เลิกเล่นตัวDarkLordXแล้ว)
ประจำโนวิสทาว17(ไร้กิลด์)

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 2: The Name of Sword is Revive Sky
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 04/01/13 20:36 น. »
อยากอ่านต่อตอนที่ 3 ! > w < )bbb

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji

7Ghost

  • จะให้เปิดอีกไหมย์!!!! เฮ้!! #หา?
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 234
  • Vote: 16
  • //บินแบบNyan cat กั๊กๆๆ
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 2: The Name of Sword is Revive Sky
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 09/01/13 19:26 น. »
สนุกมากเลย :D

ฝากเพจด้วยนะค่ะ/อย่าลืมแวะชมฉลองใหม่
https://www.facebook.com/ArtIndyShortCute?ref=hl
http://forum.herorangers.com/index.php?topic=34097.0

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 3: Kshatriya(กษัตริยา)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 10/01/13 20:46 น. »
Chapter 3: Kshatriya(กษัตริยา)


นานมาแล้วในอดีตกาล ก่อนที่เหล่าเดรัจฉานจะขึ้นมาปกครองโลก มนุษย์ผู้เรียกตนเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ
พวกเขาเป็นชนเผ่าที่มีอารายธรรมสูงส่งแต่แล้วพวกเขาก็ล่มสลายและสาปสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ทิ้งไว้เพียง  MANA หรือ Mutation of Advanced Nuclear Atomic  มันคือมวลอนุภาคที่เกิดจากการพัฒนา
พลังงานนิวเคลียร์ มานา นี่เองที่ได้ให้กำเนิดเหล่าเทพเจ้า และ จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ

 และ มานาก็คือทรัพยากรสำคัญที่ทำให้สิ่งมีชีวิตในยุคหลังการล่มสลาย 5,000ปีสามารถใช้ท่าวิชาที่เรียกว่าเวทมนต์
ได้ มานา ซึ่งตกค้างอยู่บนโลก ไม่สิสำหรับเหล่าสัตว์หางแล้วพวกเขาคงจะต้องให้เกียรติกับมันในฐานะ
ที่เป็นแหล่งพลังงานของเหล่าเทพเจ้าคงจะต้องบอกว่า มานา สถิตย์อยู่ในธรรมชาติ

เมื่อใดที่มีการเรียกขานบทกล่าวแห่งมนตรา มานา จะถูกรวบรวมและแปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
 ตั้งแต่การควบคุมสภาวะอากาศ การระเบิดเป็นแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์(Grand Cross) ไปจนถึงการเคลือบอาวุธเพื่อ
เสริมความแข็งแกร่งในการเจาะทะลวง(Dark Edge) ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจาก มานา…

…………………………………………………………………………………..

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่พวกเขาเรียกข้าว่า ยุวราช(องค์ราชาผู้เยาว์วัย)  นามนั้นคือนามอันมีเกียรติ ข้ารู้สึกได้
ว่ามันเป็นเช่นนั้น เพราะทุกคนก็เรียกมันด้วยความเกรงขาม แล้วเหตุใดผู้คนถึงเรียกข้าเช่นนั้น เพราะพลังของข้า
หรือเพราะว่า…..ข้าเป็นบุตรของเทพเจ้า……ที่จริงแล้วตัวข้าเป็น สตรี ต้องเป็นธิดาสิ! แต่พวกเขาก็ยังคงเรียก
ข้าว่าราชาอยู่ดี แม้แต่นามที่แท้จริงของข้าก็ไม่ได้มีความหมายที่ต่างกันเลย ข้าคือ กษัตริยา…..



ราชาแกะสาวผู้มีผมสั้นสีชมพู แต่งองค์ด้วยเสื้อหุ้มเกราะสีขาวตัดขอบสีทองประดับประดาหลังด้วยปีกทองคำ
สี่แฉก ที่เอวเหน็บหนังสือซึ่งหน้าปกของมันหุ้มด้วยโลหะขาวและล็อคไว้ด้วยแม่กุญแจอัญมณีสีแดงสด
นางคือผู้ที่มีศักดิ์เป็นราชาของนครแห่งแสง และถูกเรียกขานในนามของ ยุวราชแห่งแสง

“ เอ่อ….ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะทรงตามกระหม่อมไปถึงไหนกันพะยะค่ะ? ”
เสียงเอ่ยถาม ดึงให้ ยุวราชแสง ออกจากภวังค์แห่งความคิด ก่อนจะหันไปสนทนากับเจ้าของคำถาม
ซึ่งเป็นกิ้งก่าหนุ่มผิวสีเหลือง ร่างกายผอมแห้งบอบบางแต่สูงใหญ่ สวมใส่เครื่องแบบนักธนูสีฟ้าของศาสนจักร
โดยเสื้อท่อนบนมีลักษณะเป็นท่อนแขนเย็บต่อกันและปะติดเข้ากับคอเสื้อซึ่งมีโกร่งคอสูงตั้งแต่ช่วงอกลงมา
ปล่อยว่าง



“ เจ้าไม่พอใจที่เราตามมาด้วยงั้นรึ? ”
ยุวราชแห่งแสง ตรัสถามกลับเสียงเรียบ

“ มิได้พะย่ะค่ะ แต่ว่าหนทางข้างหน้านั้นอาจมีอันตรายและกระหม่อมเองก็ไม่ได้ฝีมือสูงส่งมากนัก
อาจปกป้องฝ่าบาทไม่ได้…. ”
“ สามหาว~~~ ”

ยุวราชแห่งแสง ตรัสถ้อยวาจาที่ราวกับจะต่อว่าเขาแต่ทว่าน้ำเสียงหาใช่แบบนั้นไม่ นางเพียงแค่ยิ้ม
แล้วก็พูดเสียงหวานเหมือนกับหยอกเด็กเล่นยังไงยังงั้น แต่กระนั้นกิ้งก่าหนุ่มก็อึ้งไปชั่วขณะที่

“ เจ้าคิดว่าเราไม่อาจดูแลตัวเองได้งั้นรึ อันที่จริงเราต่างหากที่ต้องเป็นผู้ปกป้องเจ้าซึ่งเป็นประชาชนของเรา ถูกหรือไม่? ”
“ ก…กระหม่อมมิบังอาจ ขอทรงประทานพระอภัยโทษให้กระหม่อมด้วย ”
กิ้งก่าหนุ่ม รีบก้มหัวขอโทษทันที

“ ไม่เป็นไรเราไม่ได้ถือโทษโกรธแต่อย่างใด อีกอย่างทั้งที่วันนี้ก็เป็นวันหยุดพักผ่อนของเจ้า แล้วข้าที่บังเอิญไปเจอเจ้า
ตอนกำลังจะออกจากแล้วขอตามมา เจ้าก็ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย นี่ไม่ใช่การตามเสด็จเสียหน่อย เราแค่อยากจะ
ออกมาชมนกชมไม้ข้างนอกบ้าง~~ ”

ยุวราชแห่งแสง ตัรสก่อนจะมองไปยังผู้ติดตตามอีกสองตัว หนึ่งคือสหายคนสนิททั้งเป็นองครักษ์และพี่บุญธรรม
ของตน ชาวสัตว์หางเผ่าไบซันเพศผู้ ผู้มีร่างกายใหญ่โตเนื้อหนังเต็มไปด้วยมัดกล้าม เป็นจอมพลังของแท้
ทั้งร่างคลุมไว้ด้วยขนสีส้มและสวมทับด้วยชุดเกราะหนาทั้งตัว ห่มทับด้วยผ้าคลุมหนังสีแดงผืนใหญ่
ไบซันผู้นี้มีนามว่า เอนกิดู(Enkidu)



และอีกหนึ่งคือ สัตว์หางแมวหนุ่ม ผู้มีขนสีเทาสวมใส่เสื้อเชิตแขนยาวสีขาวทับเสื้อเอี้ยมสีน้ำตาลอีกทีและ
ชอบมากที่จะมีไพ่ เห รียญ ลูกเต๋า และสัพเพเหระของเกี่ยวกับการพนันและโชครางติดตัวอยู่เสมอ
แมวหนุ่มผู้มีนามว่า คอย์น(Coin)



“แต่ว่านา ข้าไม่ได้มาเที่ยวเล่นหรอกนะ แต่มาเช็คดวงน่ะ ดวง เข้าใจ๋?  ”
แมวหนุ่มผู้หลงใหลในเรื่องโชคลาง คอย์น ออกตัวคัดง้างกับคำพูดที่เหมารวมของ ยุวราชแห่งแสง
ตัวเขานั้นเพียงแต่เดินดุ่มๆอยู่ในตัวเมืองก็ถูก ราชาน้อย สั่งให้องครักษ์ ร่างถึกลากตัวมาตามออกมาด้วย
แต่กระนัน้เขาก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะจากคู่มือพยากรณ์สุดรักสุดหวงบอกไว้ว่า ‘วันนี้สถานที่ซึ่งให้พลังและความหวัง
กับคุณคือทุ่งดอกไม้ พลังแห่งความสดชื่นจะอวยพรให้เป้าหมายของคุณสัมฤทธิ์ผล’

และพวกเราก็กำลังจะมุ่งไปยังทุ่งดอกไม้ ที่อยู่ ณ อีกฟากหนึ่งของป่า เหตุก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แต่เป็นผม
ที่อยากจะไปนั่นแล จริงสิผมยังไม่แนะนำตัวเลยนี่ กิ้งก่าสุดเท่ห์ มือธนูแสนฉกาจแห่งศาสนจักร
สังกัดภาคีอัศวินขัตติยะ ส่วนอายุขออุบไว้ละกัน  งานอดิเรก คือ ขัดธนูกับไปกินบานาน่าซันเดย์ด้วยกันกับ
ทอมมี่ ของที่ชอบก็ ทอมมี่ กับ ธนู แล้วก็ลูกศร ฯลฯ และชื่อสุดเท่ห์ของ ผมก็คือ ซาจิทารีอัส(Sagittarius)
หรือจะเรียกสั้นๆว่า ซาจิ ก็ได้นาไม่ว่ากัน ฮ่าๆๆ

ส่วนที่เรากำลังจะมุ่งหน้าที่ทุ่งดอกไม้กันก็เพราะ ทอมมี่ ซึ่งเพื่อนอัศวินร่วมภาคี กำลังไปทำคดีที่นั่น แล้ววันนี้ก็เป็น
วันหยุดของผม ซึ่งมันก็ว่างชะมัดเลยกะว่าจะไปช่วย ทอมมี่ ทำคดีแต่ก็เพราะงี้แหละ เลยทำให้มีพรรคพวกตามมา
ด้วยอีกเป็นพรวนเลย ทั้งฝ่าบาท แล้วก็ คุณเอกิดูมมี่ แล้ว คอย์มมี่ ด้วยเห้ออีแบบนี้สงสัยจะวุ่นวายตายเลย
แต่ช่างเถอะไงๆ ตอนนี้ต้องรีบไปก่อนอยากเจอหน้า ทอมมี่ จะแย่แล้วววว (>_<)


ขณะที่กำลังคิดเพลินๆอยู่นั้นเอง ก็เกิดฟ้าแลบฟ้าร้องขึ้นจนดึงให้ กิ้งก่าหนุ่ม หลุดจากภวังค์
และแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งกำลังครึ้มไปด้วยเมฆฝนที่สำคัญ เมฆเหล่านี้ขยายตัวมาจากทิศของทุ่งดอกไม้

“ จากทางใต้งั้นเรอะ? ที่นั่นมันทุ่งดอกไม้ที่เรากำลังจะไปนี่ ”
ยุวราชแห่งแสง ตรัสจบก็มีบางอย่างวิ่งตัดพระพักต์ไปอย่างรวดเร็ว จนชำเหลืองพระเนตรมองตามแทบไม่ทัน
ซาจิทารีอัส นั่นเองที่วิ่งตรงฝ่าเข้าไปในป่าลึกโดยไม่รอพวกเขา

“ เห้อใจร้อนกันซะจริงๆนะ  ”
พระองค์ ตรัสเสียงหน่ายและถอนพระปัสสา สะ(ลมหายใจออก)ก่อนจะทรงคว้าเอาหนังสือที่เหน็บเอวไว้ขึ้นมา
และใช้พระหัตถ์สัมผัสลงไปยังล็อคอัญมณีบนหนังสืออย่างนุ่มนวล อัญมณีเกิดส่องสว่างขึ้นชั่วครู่ก่อนที่หน้าหนังสือ
จะพลิกเปิดออกให้ได้ทอดพระเนตร

ทรงสูดลมหายใจเข้า และทำใจสงบก่อนจะเริ่มตรัสกล่าวด้วยเสียงอันดังก้อง
“ ครั้งหนึ่งเจ้าเคยแยกแผ่นฟ้าและแผ่นดินออกจากกัน และบัดนี้เจ้าก็ยังคงพัดผ่านจากอาณาจักรสู่อาณาจักร
ภายใต้นามแห่งกษัตริย์นี้สายลมเอ๋ยเจ้าจงมาเป็นที่รองบาทแก่เรา  ”
สิ้นคำ ก็บังเกิดสายลมพัดหมุนวนรอบๆพระบาทขององค์ยุวราชแห่งแสง ในทันทีที่คำกล่าวของพระองค์
คือบทกล่าวแห่งเวทมนต์ มันก็ได้ชักจูง มานา ในธรรมชาติให้มารวมตัวกันและปฏิบัตตามถ้อยคำที่ได้กล่าวไว้
สายลมถูกบังคับให้มารองรับพระบาท และยกองค์ขึ้นสูงจากพื้นดิน 


====================Feather Weight========================

“  ข้าจะไปดูข้างหน้าก่อนพวกเจ้าก็รีบตามมาล่ะ ”
ยุวราชแห่งแสง ตรัสจบ ก็โผทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยสายลมที่เรียกมาแล้วบินข้ามป่าไปทันที


……………………………………………………………………
เหนือทุ่งดอกไม้ ยุวราชแห่งแสงได้ทอดสายตาลงไปยังทุ่งดอกไม้ซึ่งราบเรียบจนไม่เหลือเค้าเดิม ไม่มีดอกไม้
ดอกไหนที่ยืนต้นอยู่ได้ ล้วนล้มระเนระนาด บ้างรากชี้ฟ้า บ้างก็แหลกเละจนกลีบกระจัดกระจาย
และที่ดึงดูดสายตามากที่สุดคือ ร่างของแมลงยักษ์ ที่กำลังบินวนไปวนมาอยู่เหนือทุ่งแห่งนี้

“  แมลงแห่งนภา เจ้านี่คือตัวการเองงั้นรึ? ”
ยุวราชแห่งแสง กุมหนังสือในมือแน่น สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาๆ นางอาจจะต้องใช้
ทั้งหมดที่มีสู้กับมัน แต่แล้วจู่ท้องฟ้าก็เปิดออกเมฆหมอกกำลังไหลลงไป ยังทุ่งดอกไม้ เหตุการณ์อัศจรรย์
สร้างความประหลาดใจกับนางไม่ใช่น้อย แทบไม่อยากเชื่อสายตานับแต่จำความได้ การเมฆหมอกซึ่งเบากว่า
อากาศจะตกลงไปยังพื้นโดยที่ไม่ได้กลายเป็นน้ำเสียก่อน ราวกับว่ามีอะไรกำลังดูดพวกมันลงไป

ครู่ต่อมาท้องฟ้าในทิศที่แมลงแห่งนภา บินวนอยู่นั้นก็พลันแยกตัวออก ก่อนต่อติดกันสนิทดังเดิมในเวลาไม่นานนัก
และตามด้วยร่างของแมลงแห่งนภาที่แตกละเอียดและมอดไหม้เป็นจุล

ทุงอย่างค้างอยุ่ในดวงตาของ นาง ก่อนจะทันรู้สึกตัวสายตาก็เบี่ยงลงไปมองเบื้องล่าง ซึ่งเด็กหนุ่มผมสีทอง
ที่รูปร่างดูคล้ายกับลิงแต่ไม่มีหาง  และหมาป่าอีกสองตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นนางรู้จักเป็นอย่างดี
ด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ยุวราชแห่งแสงไม่รอช้า โรยตัวลงสู่พื้นในทันที
และก้าวเดินเข้าไปถามพวกเขาที่กำลังสนทนากัน

“ เมื่อครู่เป็นฝีมือของพวกเจ้ารึ…. ”

ทั้งสามหันมามองนางและผู้ที่ออกอาการก่อนใครอื่นก็คือหมาป่าหนุ่มขนสีดำ ทอล ผู้เป็นอัศวินพิทักษ์พระราชวัง
และรู้จักมักจี่กับ กษัตริย์น้อยผู้นี้เป็นอย่างดีจนถึงกับเผลอพลั้งปากออกมาด้วยความตกใจที่เห็นนางมาอยุ่ที่นี่

“  ท่านกษัตริยา!!! ”

เซเวอร์ ทันทีที่ได้ยิน ทอล พูดชื่อของนางก็มีท่าทีเอะใจขึ้นมาราวกับนึกอะไรออก

“  กษัตริยา…..อ๋อ ยุวราชแห่งแสง บุตรแห่งอัลคาเซีย สินะ ”
เด็กหนุ่มเปรย และสบตากับ ยุวราชราวกับว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

“  ทอมมมมมมมมมมมมมมมมมมี่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ”

โครม กลุกๆๆๆๆๆๆ ตึง

เสียงกรีดร้องสูงแต่โทนต่ำแบบผู้ชาย ดังขึ้นก่อนความวินาศสันตะโรจะบังเกิด และกว่าจะรู้ตัว พาลาดินหนุ่ม
ก็ลงไปคลุกฝุ่นเสียแล้ว โดยที่มี กิ้งก่าหนุ่มผิวสีเหลือง คร่อมตัวเอาไว้

“  ทอมมี่ไม่เป็นไรน้า!!!! ไม่บาดเจ็บใช่ม้ายยยย มะกี้ฉันเห็น แมลงยักษ์บินวนไปวนมาอยู่
แถวนี้ด้วย มันทำร้ายทอมมี่ใช่ป่าวมันไปไหนแล้วเด๋วฉันจะสอยมันลงมาเอง! ไหนๆอยู่ไหนๆ ”
กิ้งก่าหนุ่ม พล่ามเป็นต่อยหอยโดยไม่ได้ดูสีหน้าของหมาป่าหนุ่มีท่เขากำลังนั่งทับอยู่เลย

ทอล กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความอึดอัดที่ถูกนั่งทับจนหายใจไม่ออก และเมือเห็นว่าเจ้าตัวยังไม่ยอมลุก
ออกไปซักทีจึงจัดการถีบร่างอันผอมบางนั้นให้กระเด็นออกไป แล้วลุกพรวดขึ้นมาหอบหายใจ
อย่างเอาเป็นเอาตาย

“  แอ่ก….ใจร้าย…ทำไมต้องถีบเค้าด้วย ทอมมี่ อ่า~~~~~ ”
“ มานั่งทับตัวกันแบบนี้มันอึดอัดนะ ซาจิ!!! แล้วที่สำคัญซี่โครงฉันหักอยู่ด้วย…อุบ  ”
ทอล สบถได้ไม่ทันไรซี่โครงเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมาทันทีจนต้องเอามือไปกุมไว้

“ อ๊า!!!!!!!!! ทอมมี่กระดูกหักเหรอ ต้องรีบไปรักษาแล้ว  ”
ไม่ทันไรพอรู้ว่าทอลบาดเจ็บจริงๆ ซาจิ  ก็เริ่มโวยวายอีกจน ทอล เองที่ต้องเป็นคนปิดปาก
เจ้ากิ้งก่าจอมโวยวายตัวนี้

ขณะนั้นเอง ยุวราชแห่งแสง ก็หันไปให้ความสนใจกับหมาป่าสีแดงที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วย
บาดแผลกำลังจ้องมอง ทอลกับซาจิ ด้วยสายตาไร้เดียงสา ยุวราชแห่งแสง ไม่ได้พูดอะไรแต่ยก
หนังสือในมือขึ้นมาเปิดหาหน้าที่ต้องการก่อนจะเริ่มกล่าวด้วยเสียงอันดังก้อง

“  พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ”( He maketh me to lie down in green pastures: he leadeth me beside the still waters) [Psalms บทที่ 23 วรรคที่ 2]
เมื่อถ้อยคำถูกกล่าว มานาในธรรมชาติก็ได้มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้จนเกิดเป็นเป็นประกายแสงระยิบระยับ
ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ล่องลอยอยุ่รอบพวกเขา

“ พระองค์ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ ”
(He restoreth my soul: he leadeth me in the paths of righteousness for his name's sake.) [Psalms บทที่ 23 วรรคที่ 3]
เมื่อสิ้นสุดถ้อยคำ ประกายแสงทั้งหมดก็ไปรวมตัวกันที่หมาป่าทั้งสองตัว บาดแผลที่สัมผัสกับประกายแสงเริ่มสมานตัว
อย่างรวดเร็วจนหายสนิทในที่สุด แม้แต่ อาการบาดเจ็บภายในอย่างกระดูกซี่โครงที่หักของ ทอล
ก็หายเป็นปลิดทิ้ง นี่คือเวทมนต์ในสำหรับรักษาซึ่งมีเพียงสัตว์หางเผ่าพันธุ์แกะเท่านั้นที่พึงมี


==============Heal====================


“ ขอบพระทัยฝ่าบาท ทรงเมตตารักษาพวกข้า  ”
ทอล กล่าวพร้อมกับลุกขึ้นนั่งเข่าลงหนึ่งข้างเพื่อแสดงความเคารพ ทว่าตัว ยุวราชแห่งแสง เองกลับ
ไม่ค่อยชอบใจที่ ทอล แสดงปฏิกริยาแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาหากแต่เดินเข้าไปหา
เรจิหมาป่าหนุ่มสีแดง แทน

“ เจ้ามีบาดแผลเต็มไปหมดทั้งตัว เป็นเจ้าหรือเปล่าที่ต่อสู้กับแมลงยักษ์นั่น ”
ยุวราชแห่งแสง ถามโดยสบตาเขาอย่างตรงๆ เป็นการจับโกหกแบบเดียวกับที่ ทอลเคยใช้
กับพวก นิโค่ ทว่าหมาป่าหนุ่มกลับพยักหน้าสั้นๆ แทนการพูดตอบ ทำเอายุวราชแห่งแสง
ถึงกับเสียสูญ เพราะถ้าไม่พูดตอบวิธีการนี้ก็ใช้ไม่ได้ผล แต่กระนั้นนางก้คิดไปเองอยู่ดีว่า
เรจิ คือผู้ที่ทำการต่อสู้อย่างแน่นอน และ เมื่อต่อสู้แล้วยังมีชีวิตรอดอยู่ ก็แปลว่าจะต้องเป็นผู้จัดการกับแมลงยักษ์นั่น
เมื่อสรุปความได้แล้วนางจึงเดินกลับออกไปก่อนจะหันกลับมาแล้วชี้ไปที่ เรจิ

“ เช่นนั้นเจ้าผู้ที่ต่อกรกับแมลงยักษ์นั่น จงรับคำท้าของเราเสียดีๆ ”

ทุกสายตาหันมามองที่หมาป่าแดงกันหมด จนเจ้าตัวยกนิ้วชี้ใส่หน้าตัวเองแล้วหันซ้ายทีขวาที
เพื่อจะเช็คว่าหมายถึงตนจริงรึเปล่าแต่ก็ไม่มีใครอื่นที่แสดงท่าทีว่าเป็นคนที่ถูกเรียก

“ เรียก เรจิ หรอ? ”
หมาป่าแดง ชี้ที่ตัวเองพร้อมกับยิงคำถามด้วยความฉงน โชคร้ายที่เขาไม่รู้ว่า ยุวราชแห่งแสง
กำลังท้าเขาต่อสู้ เพราะคำว่า ‘คำท้า’ นั้นเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

“ ใช่ เจ้านั่นแหละมาเล่นกับข้าซะดีๆ ”
“ อ๋อจะเล่นด้วยกันหยอ เอาสิๆ จะเล่นไรอ่ะ ซ่อนหาอ้ะเปล่า ”
หมาป่าแดง กระดิกหางด้วยความลิงโลด ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘เล่น’ เจ้าตัวเข้าใจเอาเองว่า
อีกฝ่ายกำลังชวนเขาเล่น

“ อยากจะหนีไปซ่อนก็ตามใจแต่ที่นี่ไม่มีที่ให้เจ้าได้ซ่อนตัวหรอก ”
“ งั้นจะเล่นซ่อนหากันยังไงอ่า? ”

เมื่อเซเวอร์ เห็นว่า เจ้าหมาป่าน้อยของตนยังไม่เข้าใจสถานการณ์จึงออกปากอธิบายเสียเอง

“ เรจิ เขาหมายถึงอยากจะสู้กับนายน่ะ ”
“ ห๊ะ…อ๋อ แบบที่เคยเล่นกับเซเวอร์อะหรอ ไอนั่นใช่ป่าว ”

เรจิ หันไปตอบรับ เซเวอร์ ก่อนจะชักดาบไม้คู่ใจของตนขึ้นมา

“ ดูเหมือนจะเข้าใจแล้วสินะ ”
ยุวราชแห่งแสง ยิ้มน้อยๆก่อนจะยื่นมือขวาออกไปสุดแขน แล้วดีดนิ้วหนึ่งครั้ง การดีดนั้น
ได้รวมมานาเอาไว้ด้วย มานาที่ถูกดีดดออกไปแปรสภาพกลายเป็นกระสุนแสง
เมื่อกระสุนสัมผัสถูกร่างกายของ เรจิ ก็ได้สร้างความเจ็บปวดด้วยการเผาส่วนที่สัมผัสจน
ขนสีแดงของเขาเกรียมไหม้ หมาป่าหนุ่มกัดฟันทนต่อความเจ็บปวดก่อนจะเริ่มออกวิ่งเข้าไป
เพื่อตอบโต้
 
“ หวา~~~ พ…พี่เรจิ จะสู้กับท่านพระราชาหรอ พี่ทอลไปห้ามทีสิ ”
นิโค ที่เห็นเหตุการณ์ได้วิ่งกลับเข้ามาในทุ่งโดยมี ฟา วิ่งตามมาด้วย
และขอร้อง  พาลาดินหนุ่มให้ช่วยยับยั้งการต่อสู้นี้ แต่จะทำได้อย่างไรกัน ตัวเขานั้น
เป็นเพียงแค่อัศวินยศต่ำต้อย มีหรือจะไปสั่งราชาได้ มิหนำซ้ำด้วยนิสัยของ องค์กษัตริยา
แล้วเป็นผู้ที่ไม่ฟังใคร และกระทำตามใจตัวเองเป็นที่สุด

การต่อสู้ของทั้งสองจึงต้องดำเนินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ตัวเซเวอร์ เองก็ไม่คิดจะห้าม
แต่กลับสนับสนุนให้ เรจิ ทำการประมือกับ ราชา

หมาป่าแดง วิ่งเข้ามาอย่างตรงๆ ในสายตาของ ยุวราชแห่งแสงแล้ว นับเป็นการจู่โจมที่สิ้นคิดราวกับเด็กหัดใหม่
มือข้างที่เคยยิงกระสุนแสงจึงกระหน่ำดีด กระสุนออกไป ทว่าหมาป่าแดงไม่ได้วิ่งดุ่มๆเข้ามาให้โดน
กระสุนเฉยๆ แต่หักหลบอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้นางแสยะยิ้ม อย่างพอใจก่อนจะยกมือขึ้นหัวและรวบรวม
มานาจำนวนมากจนเกิดเป็นลูกบอลแสงสว่างลูกใหญ่

“ ลองรับมันให้ข้าดูหน่อยซิ! ”
ลูกบอลพลังเวทย์ ถูกทุ่มลงใส่หมาป่าแดง ทว่าเขาก็กระโดดหลบมันพ้น ลูกบอลพลังกระแทกกับพื้นจนยุบ
ลงไปเป็นนิ้ว  ด้วยท่วงท่าที่ ยุวราช ค้างอยู่ในท่าทุ่มลูกบอลนี้ จึงไม่อาจป้องกันการจู่โจมจากดาบของหมาป่าแดง
ที่กำลังจะฟันลงมาหลังจากที่กระโดดหลบลูกบอลนั่นไป

โผละ!!!!
ดาบไม้ทั้งสองในมือของ เรจิ หักท่อนในทันทีที่มันกระทบเข้ากับ เส้นแสงสีชมพู ที่ถูกวาดขึ้นในอากาศ
วงแสงบรรจบเข้าหากันเป็นบ่วงสามวงกำลังหมุนตัดไขว้กัน เป็นเกราะคุ้มกันให้กับ ยุวราชแห่งแสง

“ ข้าได้ภาวนาและกล่าวอย่างนอบน้อมต่อ มหาวงแหวนทั้งเจ็ดแห่งสรวงสวรรค์  โรห์ เอียส สามในเจ็ดของ
เจ้าจงมาปกปักพิทักษ์ข้า ”

==============Repel=======================

ในตอนที่ เรจิ กำลังจะฟาดดาบลง นางได้ร่ายมนต์รอเอาไว้ก่อนแล้วเกราะวงแหวนจึงปรากฏขึ้นมารับดาบ
ของเขาไว้และด้วยพลังอำนาจของเกราะ ทำให้ดาบไม้ธรรมดาๆ ของเขาหักสะบั้นในทันที

“ หึ เจ้าหมาป่าเอ๋ย เจ้าคิดจะดูถูกข้ารึไงกัน พลังที่เจ้าใช้กำราบแมลงยักษ์นั่นน่ะ แสดงให้ข้าดูสิ ”
ยุวราชแห่งแสง กล่าวก่อนจะฟาดหนังสือใส่หน้า หมาป่าแดงเข้าเสียฉาดหนึ่ง จนร่างลอยละลิ่ว
ไปกองกับพื้น

“ จงแผลงออกไปจากหน่วยเป็นสิบ จากร้อยเป็นพัน พรหมมาสตร์ เอ๋ย เจ้าจงพิฆาตอริข้าให้สิ้นไป ”

มานา จำนวนมหาศาลปรากกฏขึ้นราวกับเมฆหมอก นี่เป็นการย้ำยิ่งถึงพลังอำนาจของ ยุวราช ผู้นี้ที่สามารถ
กลั่นกรองมานาในธรรมชาติออกมา จนปรากฏเป็นเมฆหมอกได้เช่นนี้ บรรยากาศรอบๆ ปรากฏการกระเพื่อม
ของมิติรอยกระเพื่อมนั้นคือช่องทางที่เชื่อมต่อกับคลังสรรพวุธแห่งสวรรค์ ที่มีแต่ผู้ได้รับนามแห่งกษัตริย์เช่นนางที่
จะเอามาใช้ได้  ลูกศรทองคำซึ่งทอประกายเจิดจ้านับร้อยนับพัน ทยอยโผล่ออกมาจากรอยกระเพื่อม
ทันทีที่ นางสะบัดมือลง ลูกศรทั้งหมดได้ถาโถมใส่ หมาป่าแดง ราว ห่าฝน


=============Light Bind==============

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11/01/13 01:53 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 3: Kshatriya(กษัตริยา)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 10/01/13 20:47 น. »
เหล่าผู้ที่ดูการประลองนี้ต่างนิ่งเงียบ ท่ามกลางฝนธนู เช่นนั้นจะมีใครรอดชีวิตบ้างหรือถึงรอดมาได้ก็คงพรุน
เป็นฟองน้ำ  ทว่า เรจิ ก็ทำได้แม้ว่าทั้งแขนขา และกลางหลังจะถูกธนูทองคำเสียบทะลุและปักอยู่ก็ตาม
แต่เขาก็หนีพ้นจากการถูกเสียบจุดตายมาได้ด้วยการ วิ่งเข้ามาประชิดตัวนาง ที่เป็นผู้ร่ายมนต์ ซึ่งเป็นพื้นที่
เดียวที่ลูกศรจะไม่ตกลงมา

“ ชั่วพริบตานั้นข้ามองออกทั้งหมด เจ้าใช้ท่าวิชาวิ่งฝ่าออกมาจากดงฝนธนูเหล่านั้นสินะ ”
ยุวราชแห่งแสง กล่าวนางมองดูเขาที่คลานหอบหนีตายมาล้มอยู่ต่อหน้านาง นี่ไม่ต่างอะไรกับ
ช้างเหยียบ มดเลยในสายตาของ ทอล หมาป่าแดงกำลังตกเป็นของเล่นของนาง

“ ข้ารอและอดทนรอนานเกินไปแล้ว ที่ข้ารักษาเจ้าก็เพื่อให้เจ้าต่อสู้กับข้าได้อย่างเท่าเทียม
 แต่เจ้ากลับทำได้เพียงแค่หนี แล้วก็หนี บางทีข้าคงเข้าใจผิดไป คนที่ฆ่าแมลงนั่นไม่ใช่เจ้าสินะ เจ้าคงเพียงแค่ต่อสู้
กับมันจนสะบักสะบอม แต่ว่าทอล เองก็ไมได้มีพลังพอที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ งั้นก็เหลือแต่เจ้า….เจ้าลิงไร้หาง
เจ้าเป็นผู้ที่ปราบมันใช่หรือไม่ ”

ยุวราชแห่งแสง ถามพลางสบตากับ เซเวอร์ เด็กหนุ่มนิ่งเงียบอยู่ซักครู่ ก่อนจะกล่าวออกมา

“ ใช่เป็นข้าเองแล้วจะทำไมรึ? ยุวราชแห่งแสง ”
“ เช่นนั้นเจ้าก็จงมาสู้กับข้าเสียดีๆ ”
ยุวราชแห่งแสง หันความสนใจมาที่ เด็กหนุ่มแทน

“ ข้าไม่เข้าใจ… ”
เซเวอร์ ตอบ

“ เจ้าไม่เข้าใจงั้นรึ? ข้าก็แค่ต้องการจะทดสอบพลังของเจ้า การที่มีผู้มีพลังอำนาจแต่ข้าไม่รู้จัก อยู่ในอาณาจักรของข้า
มันสั่นคลอนต่อความมั่นคง ต้องให้แน่ใจว่าข้าจะอยู่เหนือกว่าเจ้า เพื่อการนั้นข้าจึงต้องกำราบเจ้า ทีนี้พอจะเข้าใจแล้วรึยังเจ้าลิงไร้หาง ”

ทว่าเซเวอร์กับส่ายหน้าก่อนจะโต้ตอบกลับมา

“ ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าถึงได้อ่อนหัดเช่นนี้ กษัตริย์แห่งแสงเอ๋ย เจ้าได้ยื่นท้าประลองกับสหายของข้า
แต่กลับหมิ่นเกียรติของเขาและจักมาสู้กับข้าแทนหากเจ้าอยากจะประมือกับข้าก็ล้มเขาเสียก่อน ”

“ สหายของเจ้า? อ๋อหมาป่าแดงตัวนี้นะรึ ตาของเจ้าบอดรึไง ไม่เห็นรึว่าข้าได้กำรา…..บ ”
ยุวราชแห่งแสงไม่ทันที่จะได้เอ่ยจบ ก็ชะงักไป เพราะคอของตนกำลังถูกบีบด้วยแรงมหาศาล
ราวกับถูกคีมดัดเหล็กหนีบเข้าให้ และที่ไม่อยากจะเชื่อยิ่งกว่าคือ หมาป่าแดงที่น่าจะฟุบไปแล้วเพราพิษบาดแผล
กลับยังมีแรงเหลือมากพอจะหักคอนางได้ เพื่อเอาตัวรอด มือขวาของนางรวบรวมประจุมานาเป็นลูกบอลแสง
แล้วอัดกระแทกใส่ท้องของหมาป่าแดงอย่างแรง จนสำลักและปล่อยมือจากคอของนาง

“ แค่กๆ.. บังอาจมาบีบคอข้างั้นรึท่าทางเจ้าอยากจะตายเต็มแก่แล้วสินะงั้นก็ได้… จงแผลงออกไปจากหน่วยเป็นสิบ จากร้อยเป็นพัน พรหมมาสตร์ เอ๋ย เจ้าจงพิฆาตอริข้าให้สิ้นไป  ”
มิติรอบๆกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง อย่างกระจัดกระจาย ลุกธนูทองคำได้ไหลเทลงมาราวห่าฝนอีกครั้ง
ทว่า เรจิ ที่กุมท้องจากอาการจุกได้ลุกขึ้นยืนและยันเท้าถีบตัวพุ่งออกจากฝนธนูทองคำ อย่างรวดเร็วจนลูกธนู
ทั้งหมดไม่อาจสัมผัสถูกตัว การพุ่งตัวอันรุนแรงนั้น ยังคงลากยาวมาจนจะถึงตัวนางอยุ่รอมร่อแล้ว
กระบวนท่านี้คืออันเดียวกับที่ใช้ตอนที่หลบออกจาก ฝนธนูในครั้งแรก


==================Feral Strike=====================

“ ข้าได้ภาวนาและกล่าวอย่างนอบน้อมต่อมหาวงแหวนทั้งเจ็ดแห่งสรวงสวรรค์  โรห์ เอียส วงแหวนทั้งเจ็ดของ
เจ้าจงมาปกปักพิทักษ์ข้า   ”
ยุวราชแห่งแสงกล่าวอย่างรวดเร็วจนลิ้นแทบจะพันกัน วงแหวนแสงที่นางเคยใช้เป็นโล่ห์ป้องกันได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้แสงของมันเป็นสีทองอมเขียว หมาป่าแดงที่เข้าประชิดตัวนางได้ ก็ชิงตวัดกรงเล็บข่วนใส่
ทว่าวงแหวนเวทย์ก็เข้ามารับเอาไว้ทั้งหมด


==============Reverse==============

เมื่อเห็นว่าการโจมตีไม่ได้ผล เรจิ จึงถอยกลับออกมา ตอนนี้ลูกธนูที่ปักอยุ่ตามร่างกายได้สลายไปหมดแล้ว
เพราะลูกธนูเหล่านั้นเกิดจากมานา เมื่อมันเผาผลาญพลังต้นทุนของมันจนหมดจึงได้สูญสลายไป
แต่ตอนนี้เขาก็บอบช้ำมามากแล้ว ทั้งการฝืนขยับร่างกายที่ถูกตรึงด้วยลูกศร และ บาดแผลจากการ
ถูกบอลพลังเวทย์อัดตรงๆ แม้กระทั่งอาวุธที่จะใช้ต่อกรก็ยังไม่มี เรียกได้ว่าหมดสภาพแล้วจริงๆ

แต่กระนั้นกลับเป็นตัว กษัตริยา เสียเองที่รู้สึกว่ากำลังถูกไล่ต้อน ในตอนแรกนางไม่รู้สึกเลยถึงความกดดัน
ที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นมานี้ เพราะสายตาของ เรจิ เปลี่ยนไปแล้วจากมันเป็นสายตาของนักล่า ที่พร้อมจะลงมือสังหาร
ไม่ใช่สายตาของเด็กไร้เดียงสาที่คิดแต่จะเล่นท่าเดียวแบบตอนแรก

“ ราชาผู้หลับไหลในศิลาหิน ผู้ผูกพันด้วยสัญญา ข้าขอน้อมรับชัยชนะตามคำสัตย์ของท่าน….. ”
กษัตริยา รู้ตนดีว่าควรเตรียมใจที่จะทุ่มทุกอย่างเพื่อโค่นหมาป่าตรงหน้า  มานาถูกรวบรวมให้ปรากฏในอากาศ
และกระเพื่อมมิติให้เป็นรอยอีกครา คบดาบสีทองหนึ่งคู่ ไหลเทออกมาและพุ่งเข้าใส่หมาป่าแดง


==========Divinity Sword==========

ดาบทั้งสองเล่มเสียบทะลุเท้าของเขา และทรุดตัวลงในทันที ยุวราชแห่งแสง ไม่รีรอ เปิดรอยกระเพื่อมของมิติ
อีกครั้งแล้วใช้มือจับเอาดาบทองคำที่ไหล ออกมา ก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปหมายจะจบศึกนี้เสียที

“ จงแผลงออกไปจากหน่วยเป็นสิบ จากร้อยเป็นพัน พรหมมาสตร์ เอ๋ย เจ้าจงพิฆาตอริข้าให้สิ้นไป ”
ไม่มีผู้ใดจะคิดแม้แต่ตัว กษัตริยา เองก็เห็นว่ามันไร้สาระสิ้นดีที่จะมากล่าววาจาเลียนแบบ
นาง พลังในการเอาอาวุธศักดิ์สิทธ์เหล่านี้ ออกมาใช้งาน มีเพียงนางเท่านั้นในโลกนี้ที่พึงกระทำมันได้
แต่เรจิ ก็ท่องมันออกมาแล้วอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น มิติอากาศรอบๆกระเพื่อมขึ้น ลูกศรนับร้อยนับพัน ต่างถาโถมลงมา

/เป็นไปได้รึที่จักมีผู้อื่นนอกจากเราผู้เป็นกษัตริย์ แห่งแสง ที่จักใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้/
 กษัตริยา คิดในใจด้วยเชิงดาบของนางที่มีอยู่พอตัวประกอบกับอาวุธในมือก็เป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ที่มีฤทธิ์เดชทัดเทียมกัน
นางควงดาบ และปัดลูกศรทั้งหมดที่จะเสียบเข้าจุดตาย จนสามารถรอดชีวิตมาได้ และต้องขอบคุณ
หนังสือของนางที่ปกหุ้มจากเหล็กกล้า จึงใช้มันปัดป้องไปด้วยได้เช่นกัน แต่ก็มีธนูดอกหนึ่งที่ผ่านการปัดป้องเข้า
มาเสียบทะลุหัวเข่าของนางพอดี  นางปักดาบทองคำลงกับพื้นแล้วกล่าวร่ายเวทรักษาที่หัวเข่าของตนทันที

“  พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ”( He maketh me to lie down in green pastures: he leadeth me beside the still waters)

ทว่าบทกล่าวนี้กำลังถูกกล่าวขึ้นโดยพร้อมกันจากหมาป่าแดงด้วย เป็นเรื่องบ้าสุดกุ่ ที่นางเคยเจอมาเลย
เผ่าหมาป่าจะใช้เวทรักษา นี่มันขัดกับความสามารถเฉพาะตัวของเผ่าพันธ์เกินไปแล้ว

“ พระองค์ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ ”
(He restoreth my soul: he leadeth me in the paths of righteousness for his name's sake.)
=============Heal==============

เมื่อสิ้นคำ บาดแผลของทั้งคู่ก็ได้รับการเยียวยา ทั้งตัวกษัตริยาเอง และคนอื่นที่ดูอยู่ต่างก็ทึ่งไปตามๆกัน
แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อหมาป่าแดงเริ่มกล่าวบทต่อไป

“ ราชาผู้หลับไหลในศิลาหิน ผู้ผูกพันด้วยสัญญา ข้าขอน้อมรับชัยชนะตามคำสัตย์ของท่าน….. ”
==========Divinity Sword==========

เคร้ง!!!!~

ดาบทองคำสองเล่มปักลงบนพื้นดินต่อหน้า เรจิ และเขาก็ดึงมันมาใช้เป็นดาบของตัวเอง

“ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?! นี่เจ้าเป็นใครกันแน่ ไม่น่าที่จะมีผู้ใดเลียนแบบท่าวิชาของข้าได้ไม่สิแม้แต่ข้อจำกัด
ของเผ่าพันธุ์ก็ตามที เจ้าเป็นหมาป่าแต่ทำไมถึงใช้เวทย์รักษาได้ ทำไมกัน? ”

กษัตริยา ตะคอกสบถ แทบไม่เป็นภาษา ทั้งหัวเสียทั้งสับสน และใคร่รู้ตัวจริงของหมาป่าแดง
เซเวอร์ ที่เห็น นางหลุดวีนออกมาแบบนี้ ก็อดกลั้นขำไว้ไม่ได้ ในขณะที่ ตัวอื่นๆได้แต่นิ่งอึ้ง
ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาเพิ่งจะเคยเห็น พระนางวีนแตกหัวฟัดหัวเหวี่ยงเช่นนี้

“ ยุวราชแห่งแสง เอ๋ย ถึงเจ้าจะเป็นราชาของแสงสว่างแต่ตัวเจ้าก็อยุ่ในโลก ทุกสิ่งที่อยู่บนดาวดวงนี้ล้วน
เป็นวิชาของ เรจิ ทั้งสิ้น ข้าว่าทางที่ดีเจ้าอย่าใช้อะไรออกมาให้มากกว่านี้เลยจะดีกว่า ไม่งั้นเจ้าจักต้องหัวเสียยิ่งกว่านี้แน่ ”

เซเวอร์ เตือนเชิงเยาะเย้ย ใส่เพราะรู้ดีว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ กษัตรีแห่งแสงยังเยาวัยนัก ทั้งอ่อนประสบการณ์
จึงตกเป็นเหยื่อของการหลอกล่อนี้ นับเป็นความตั้งใจแต่แรกของ เซเวอร์ ที่ให้ เรจิ ได้สู้กับนาง
ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะขโมยเลียนแบบท่าวิชาของนางนั่นเอง ยิ่งเห็นมากจะยิ่งเป็นภัยมากตามที่เห็น

“ บังอาจมาล้อเล่นกับศักดิ์ศรีของข้า เจ้าของปลอมข้าจะไม่อภัยให้เจ้าแล้วจงเตรียมใจไว้เสียเถอะ ”
ยุวราชแห่งแสง สบถก่อนจะเปิดหน้าหนังสือที่ถือในมือซ้ายข้ามไปอีกหลายสิบหน้า

“ ราชาผู้ประทับบนพระหัตถ์ของพระเจ้า ผู้ไล่ล่าไม่ลดละ ข้าขอน้อมรับการไล่ล่าไม่สิ้นสุดของท่าน…..  ”
ยุวราชแห่งแสง กล่าวจบก็บังเกิดรอบกระเพื่อมบนพื้นที่ เรจิ ยืนอยู่

“ จงรับไปหอกที่ไม่วันพลาดเป้า เจ้ามาได้แค่นี้แหละ ”
กษัตริยา ฉายแววตาแห่งความมั่นใจ เพราะแม้ว่า เรจิ จะวิ่งสุดกำลังแล้ว รอยกะเพื่อมนั้นก็ยังคง
ไล่ตามอยู่ที่พื้นที่เขาเหยียบ เสี้ยววินาทีที่ หอกทองคำพุ่งทะลวงจากพื้นดินเสียบทะลุ ท้องของ
เขาจนเลือดอาบ

==========Divinity Spear==========

“ พี่เรจิ ”
นิโค ร้องดวงตาปลิ่มจะร้องไห้ ฟา ไม่อาจทนดูต่อไปได้อีก ก็เอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมหยุดจนทอลต้องมาปลอบ
เขาเริ่มรู้สึกว่ามันเปลี่ยนจากการประลองเป็นการเข่นฆ่ากันโดยสมบูรณ์ไปแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้
เซเวอร์ จะเป็นผู้ต้องหาที่เขาต้องการจะจับกุมก็ตาม แต่เขาอยากจะข้อร้องเสียเหลือเกินให้ห้ามการต่อสู้นี้
แม้จะไม่ได้ผูกพันอะไรกับเรจิเลยก็ตาม เพราะอย่างไรก็เป็นผู้ที่ได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

“ อา~~~วู้วววววววววววววววว ”
หมาป่าแดงหอน เสียงโหยหวน มานาในธรรมชาติกำลังถูกเรียกให้มารวมที่ร่างกายของเขา มานาเหล่านั้นแปรเปลี่ยน
เป็นสีดำ เคลือบร่างทั้งร่างและดาบทองคำ ย้อมจนกลายเป็นสีดำสนิท


================Lunar Eclipse==================

มานาสีดำย้อมแม้กระทั่งดวงตาของเขา จนมืดสนิทไม่ต่างไปจากเงา ราวกับว่าฝันร้ายกำลังจะเริ่มจากตรงนี้
บริเวญใบดาบที่ถูกย้อมจนดำสนิท ยังปรากฏออร่าสีดำแผ่ออกมา ทอล จำได้ทันทีนั่นเป็นวิชาที่ใช้เจาะทะลวง
เกล็ดของแมลงแห่งนภา


================Dark Edge==================

“ ราชาผู้จมปักในพระศอ ผู้ประหารทรราชย์ ข้าขอน้อมรับภาระกิจของท่าน…..  ”
ยุวราชแห่งแสง ร่ายมนต์พร้อมกับยื่นมือเข้าไปในวงกระเพื่อมของมิติที่ปรากฏในอากาศ
แล้วล้วงเอาขวานทองคำเล่มใหญ่ ออกมาขว้างใส่


==========Divinity Axe==========

ขวานทองคำวิ่งมาจนถึงจุดที่ เรจิ ยืนอยู่และเริ่มหมุนควงทว่าเพียงพริบตา เขาก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว
เพื่อจะหยุดการเคลื่อนไหวของหมาป่าแดง กษัตริยา ดีดกระสุนแสง ออกไปยังจุดที่คิดว่าเขาจะไปทว่า
เรจิก็หักเลี้ยวหลบได้ทั้งหมด ในรูปลักษณ์ของเงาดำนี้ เขารวดเร็วเสียยิ่งกว่าสายลม ยากจะจับตัวได้
ยุวราชแห่งแสง ไม่คิดอันใดอีกแล้วเมื่อไม่อาจไล่ได้ทันจึงร่ายมนต์ป้องกันใส่ตัวเพื่อจะยืนแลกดาบกัน
ในตอนที่อีกฝ่ายเข้าประชิดตัว

“ ข้าได้ภาวนาและกล่าวอย่างนอบน้อมต่อ มหาวงแหวนทั้งเจ็ดแห่งสรวงสวรรค์  โรห์ เอียส วงแหวนทั้งเจ็ดของ
เจ้าจงมาปกปักพิทักษ์ข้า  ”
==============Reverse==============

วงแหวนทองคำอมเขียว ปรากฏขึ้นและหมุนตัดไปมารอบตัวคุ้มกายนางเอาไว้ พร้อมกันนั้นยุวราชแห่งแสง
ก็คว้าเอาดาบทองคำที่ตนได้ปักทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมกระชับมั่น รอจังหวะที่อีกฝ่ายจะเข้ามาฟันใส่เกราะ
ป้องกัน จังหวะนั้นนางจะฟันสวนให้จบในดาบเดียวทันที เรจิ ที่วิ่งวนอยู่รอบนางด้วยความเร็วสูง
ได้หักเลี้ยวเข้ามาเพื่อจะฟัน แม้ว่าดาบจะเงื้อขึ้นแล้วก็ตาม แต่นางเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะทะลวงปราการ
อันแข็งแกร่งอย่าง รีเวิส(Reverse) ของนางได้อย่างแน่นอน

ฉัวะ!!

คมดาบของเรจิ ฟันทะลุวงแหวนแสงนั้นและบาดลึกลงไปตั้งแต่หัวไหล่ขวาลากตัดหน้าอกคัพ C
ของนาง โลหิตสีแดงสดพุ่งกระฉูดราวน้ำพุ นับเป็นแผลแรกของนางตั้งแต่เริ่มการประลองนี้
ปฏิกิริยาของนางมีเพียงดวงตาที่เบิกโผลง บาดแผลที่ไหล่ขวายังผลให้มือนางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและ
ปล่อยดาบในมือทิ้ง

“ ดาบซึ่งตัดได้ทุกสิ่ง…ทะลวงได้ทุกการป้องกัน คมดาบแห่งความมืดซึ่งกลืนกินทุกสิ่งลุกโชนด้วยไฟ
โลกัณฑ์จากขุมนรกอันดำทมิฬ ดาร์คเอจ(Dark Edge) ยุวราชแห่งแสงเอ๋ย วิชานี้นับเป็นปรปักษ์โดยแท้จริงกับ
เกราะป้องกันทั้งปวง ”
เซเวอร์ อธิบายพลางยิ้มอย่างพึงพอใจกับสีหน้าของ กษัตริยา  มันคือความสิ้นหวังและยอมแพ้โดยศิโรราบ

/พลังของความมืด…..งั้นเองเหรอนั่นสินะถ้างั้นเราก็สู้ไม่ได้หรอก เหมือนกับตอนนั้น…/
ความนึกคิดมากมายผุดขึ้นในหัวของราชา ความสิ้นหวังค่อยๆกัดกินหัวใจลงไปทีละน้อยๆ

/….ไม่เอาอีกแล้วนะ…./

“ …ไม่เอา…ไม่ยอมรับ…ข้าไม่อยากจะสูญเสียไปอีกแล้ว!!!!! ”
ยุวราชแห่งแสง ตะโกนด้วยเสียงอันดังก้อง พริบตานั้นเองที่ เซเวอร์ สัมผัสได้ถึงความหวัง
มีอะไรบางอย่างผลักดันราชาผู้อ่อนโลกในสายตาของเขางั้นหรือ?

พรึ่บๆๆๆๆๆๆ
ลมกรรโชคพัดรอบตัวของนางหน้ากระดาษในหนังสือของนาง หลุดปลิวออกมา มานาในธรรมชาติกำลังร่ำร้อง 
และซึมซับสู่หน้ากระดาษที่ปลิว

“ข้าขอวิงวอนต่อ องค์กษัตริย์ทั้งสี่ที่ได้รับเลือก… ”
ยุวราชแห่งแสง พูดด้วยเสียงอันดังก้อง ขณะเดียวกันสายลมก็พัดกรรโชกแรงขึ้น และพัดเอาฝุ่นทรายขึ้นบดบังวิสัยทัศน์
จนหมด แม้แต่เรจิ ที่ยืนใกล้นางที่สุดก็ยังไม่เห็นตัวนางเลย

“ ผู้หลับไหลในศิลาหิน ผู้ประทับบนพระหัตถ์ของพระเจ้า ผู้จมปักในพระศอ ผู้สถิตย์กับองค์ศาสดาภายใต้นามแห่งกษัตริย์ เอกซ์คาลิเบอร์ กุงกุเนีย ปรศุ อาเกดะห์… ”
ถ้อยคำถูกกล่าวออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางฝุ่นทรายที่ตลบ อบอวลจนเมื่อเสียงเงียบลง สายลมกสงบลงเช่นกัน
เรือนร่างซึ่งฉะโลมไว้ด้วยเลือด กำลังยืนอย่างองอาจ  พร้อมกับหน้าหนังสือจำนวนมาก ที่ค่อยๆโรยตัวลงสู่พื้น



“… ข้าขอน้อมรับ วิญญูศาสตรา!!  ”
ศาสตราศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ล้วนมีสีทองอร่ามทอประกายเจิดจ้า กำลังลงมาจากฟากฟ้า
ประกอบด้วยดาบแห่งพันธะสัญญาแห่งชัยชนะ เอกซ์คาลิเบอร์  , หอกซึ่งไม่มีวันพลาดเป้า กุงกุเนียร์
,ขวานปราบทรราชย์ ปรศุ และ กริชสังหารบุตร อาเกดะห์


==================Soul of Arm==================

ไม้ตายสูงสุดของยุวราชแห่งแสง จู่โจมด้วยอาวุธศักดิ์สิทธิ์สี่ประการ บัดนี้นางได้ให้สัญญาณด้วยการผายมือกางแขนร่ายรำ
ดาบแห่งชัยชนะ ก็พลันดิ่งเข้าไปฟันใส่หมาป่าแดง แต่เขาก็ใช้ดาบคู่รับไว้ทัน ไม่ทันไร
หอกแห่งการไล่ล่า ก็ทะยานเข้ามาจะเสียบจากด้านหลัง แต่ เรจิ ก็ย้ายมืออีกข้างเอาดาบไปรับไว้ทันเช่นเคย
กริชสังหารบุตร ได้จ้วงซ้ำเข้าที่แผลตรงท้อง จนเขาถึงกับกระอักเลือด
ความเร็วของอาวุธทั้งสามนั้นรวดเร็วเกินกว่าจะหนีได้ และ พร้อมเพรียงกันปิดหนทางหนีจนยากที่จะหลบ

ยุวราชแห่งแสง เตรียมจะง้างขวานปราบทรราชย์ เข้าใส่ในตอนนั้นเอง ที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มบิดผัน
ทุกคนรู้ได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป ความรู้สึกผิดปกติที่บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร

“  I am the Glass of those Glasses. ” - ตัวข้าคือแก้วของกระจกเหล่านั้น
หมาป่าแดง กระซิบด้วยเสียงอันแผ่วเบา นั่นทำให้เซเวอร์ ฉีกยิ้มหน้าระรื่น บางสิ่งที่เขาหวังเอาไว้
กำลังจะเป็นผล

มานา ปรากฏขึ้นมากมายคละคลุ้งเป็นเมฆหมอก ซักพักจึงเริ่มตกตะกอน เป็นทราย ความชื้นในอากาศค่อยๆเหือด
หายไป แสงจากดวงตะวันร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ และที่สุดจะอัศจรรย์ สภาพต่างๆรอบตัวพวกเขากำลังถูกบิดเบือน
สัมผัสรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังอยุ่ในอีกที่ ที่ไม่ใช่ทุ่งดอกไม้ตรงหน้าพวกเขา

“ มนต์ดำอะไรของเจ้าอีกงั้นรึ? ช่างมันสิข้าจะไม่ยอมแพ้เจ้า เจ้าหมาป่าแดง!!! ”
ยุวราชแห่งแสงตะโกน พร้อมกันนั้นขวานปราบทรราชย์ ก็ดิ่งตรงเข้าไปหา

“ ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ”

เคร้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ดาบเล่มมหึมา โผล่พรวดขึ้นมาระหว่างทั้งสอง และยันรับเอาขวานปราบทรราชย์ไว้  พร้อมกันนั้นอาการบิดเบือนของมิติ
ก็หยุดลง ท่ามกลางความเงียบสงัดซึ่งเต็มไปด้วยความสงสัย ผู้ที่เข้ามาห้ามปรามศึกนี้คือ
ไลเกอร์สูงวัย ผู้ได้รับการเรียกขานในฐานะจอมทัพของนครแห่งแสง

“ เจ้า!?….โบดาส…. ” ยุวราชแห่งแสง กล่าวด้วยความฉงน

……………………………………โปรดติดตามตอนต่อไป…………………………………….
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11/01/13 02:10 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 3: Kshatriya(กษัตริยา)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 10/01/13 20:59 น. »
อ่าและแล้วก็คลอดตอนที่สามออกมาจนได้ เหอๆหมดไปหนึ่งวันเต็มๆ Orz แต่ไม่เป็นไรฮับเพื่อความสุขของผู้อ่าน สีทนด้ายยยย~~~~
สามบทมานี่บู๊ยาวเลยเหอะๆ เดี๋ยวตอนหน้าจะเปลี่ยเป้นผ่อนคลายหน่อยเพราะจะเป็นช่วงจบปฐมบท....ไม่สิยังต้องอีกเควสนี่หว่า =[]= เอาเป็นว่าตอนหน้าจะ
เป็นตอนสบายๆและแก้ความสงสัยหลายๆอย่างในตอนก่อนๆละกันครับ

สนุกมากครับ ผมจะคอยติดตามนะครับ^^
ครับขอฝากตัวด้วยนะคร้าบ  ;D

อยากอ่านต่อตอนที่ 3 ! > w < )bbb
*0* ตอนสามออกแล้วนะคร้าบเชิญเสพย์ได้เลยคร้าบแฮ่ ;D

สนุกมากเลย :D
ขอบคุณคร้าบ หลังๆจะสนุกยิ่งกว่านี้(?)อีกครับ และอาจจะปวดตับปวดไตด้วยเหอๆ  :D :-X
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 3: Kshatriya(กษัตริยา)
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 11/01/13 20:09 น. »
ตอนที่ 3 ตื่นเต้นแท้.. บรรยายได้เห็นภาพมากเลยค่ะ.. = A = )

//รอตอนที่ 4 ต่อ O [ ] O )

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 3: Kshatriya(กษัตริยา)
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 12/01/13 19:11 น. »
ตอนที่ 3 ตื่นเต้นแท้.. บรรยายได้เห็นภาพมากเลยค่ะ.. = A = )

//รอตอนที่ 4 ต่อ O [ ] O )

สรุปแล้ว บรรยายแล้วเห็นภาพตามหรือ นึกภาพตามไม่ออกเลยกันแน่ครับเนี่ยเหอๆ TwT ของเก่าๆก่อนจะมาเขียนเรื่องนี้
ก็เคยมีคนเม้นคลุมเครือแบบนี้เหมือนกัน Orz (ภาษามันยากไปสินะๆๆๆๆๆ(เอคโค่))
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 3: Kshatriya(กษัตริยา)
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 12/01/13 19:17 น. »
ตอนที่ 3 ตื่นเต้นแท้.. บรรยายได้เห็นภาพมากเลยค่ะ.. = A = )

//รอตอนที่ 4 ต่อ O [ ] O )

สรุปแล้ว บรรยายแล้วเห็นภาพตามหรือ นึกภาพตามไม่ออกเลยกันแน่ครับเนี่ยเหอๆ TwT ของเก่าๆก่อนจะมาเขียนเรื่องนี้
ก็เคยมีคนเม้นคลุมเครือแบบนี้เหมือนกัน Orz (ภาษามันยากไปสินะๆๆๆๆๆ(เอคโค่))

เห็นภาพค่ะ เห็นภาพพพ ! ! ! = [ ] = ) //ตะโกนกลับด้วยเสียงเอคโค่

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 4: Light City
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 22/01/13 21:29 น. »
Chapter 4: Light City มหานครซึ่งแสงสา ดส่อง

……….ยุวราชแห่งแสง หางผู้เป็นบุตรของเทพเจ้า ได้ท้าสู้กับ เรจิ ด้วยความตั้งใจที่จะทดสอบพลัง ด้วยอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของนาง ได้ไล่ต้อนให้เขาจนมุม และ ในวินาทีตัดสินนั้นเอง

“ ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้เจ้า เจ้าหมาป่า!!! ”
ยุวราช แห่งแสงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราด ขวานทองคำแห่งการสังหารทรราชย์ ดิ่งตรงไปตามการวาดมือของนางตัวขวานหมุนควงและพุ่งเข้าไปหมายบั่นร่างของ หมาป่าแดง ที่กำลังติดพันกับอาวุธอีก 3 ชนิดอยู่ด้วยโทสะ ที่ระเบิดอยู่ทำให้นางไม่ทันได้สังเกตุรอบตัว ซึ่งตอนนี้บรรยากาศได้คละคลุ้งไปด้วย มานา จำนวนมากราวเมฆหมอก และพวกมันกลั่นตัวกลายเป็นเม็ดทรายร่วงโรย อยู่เต็มพื้น ทุ่งดอกไม้ที่ราบเรียบ กำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทราย ด้วยอาคมบทหนึ่งที่ หมาป่าแดง ได้กล่าวออกมา

“  I am the Glass of those Glasses. ” - ตัวข้าคือแก้วของกระจกเหล่านั้น

เคร้ง!!!!!!!!!
ก่อนที่ขวานจะได้ทันเข้าถึงตัว กลับปรากฏดาบ Great Sword สีดำเล่มมหึมา พุ่งเข้ามาปัดขวานในมุม
ที่เหมาะเจาะจะให้ ขวาน กระเด็นออกไปทางด้านข้าง เจ้าของดาบคือสัตว์หางเผ่าไลเกอร์(Liger)
ใบหน้าพะรุงพะรุงไปด้วยหนวดเขี้ยวและเคราสีขาว ร่างกายท้วมใหญ่ แลดูทรงพลัง ด้วยความ
อ้วนท้วมสมบูรณ์นี้เองทำให้เปลือกตาเบียดกันจนแทบจะปิดสนิท ทำให้ไม่รู้ว่ามองหรือคิดอะไรอยู่

“ เจ้า!…..โบดาส?! ”
กษัตริยา สบถเสียงลั่น นางรู้จักไลเกอร์ ตัวนี้ดีเขาคือ 1ใน3 แม่ทัพของนครแห่งแสง แม่ทัพโบดาส(General Boldas)



“ ท่านกษัตริยา….โปรด วางมือ ก่อนเถิด ”
โบดาส เอ่ยพร้อมกับชักดาบยักษ์กลับมาและปักมันลงบนพื้น น้ำหนักของดาบทำให้แผ่นดินถึงกับสะเทือน
จนรู้สึกได้

“ ทำไมเจ้าถึงเข้ามาขวางการต่อสุ้ของเรา? ”
กษัตริยา ยังคงสงสัยต่อเจตนาของแม่ทัพ ในจังหวะปลิดชีพที่อาจหาไม่ได้อีกแล้ว แต่คนที่เข้ามาขวาง
นางไว้กลับเป็นผู้ที่ควรจะอยู่ใต้บังคับบัญชาของนางเสียเอง ที่จริงก็ไม่ถูกนัก แม้ว่า นางจะเป็น กษัตริย์
ปกครองนครแต่ก็ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ การปกครองและบริหารอาณาจักร เป็นสิทธิของศาสนจักร
ซึ่งขึ้นตรงกับ เทพีแห่งแสงผู้เป็นมารดาของนาง

“ พระองค์ ไม่ทรงดูด้วยพระเนตรของพระองค์เองเล่า? หากข้าไม่ยั้งไว้ พระศอ คงได้หลุด
กระเด็นตามพระนามแห่งขวานประหารทรราชย์ ไปแล้วมิใช่รึ?! ”
โบดาส ตอบเสียงเรียบ กษัตริยา ได้ยินเช่นนั้นก็เกิดสงสัยว่าหมายถึงสิ่งใด และแล้วเมื่อโทสะ สงบลง
อะดรีนารีน ในร่างที่เคยหลั่งออกมาจนถึงเมื่อครู่ ก็ได้หยุดหลั่ง ความเจ็บปวดต่างๆจึงแล่นเข้ามาให้ได้สัมผัส
ทั้งแขน และท้องของนาง ในจุดเดียวกับที่ หมาป่าแดงได้รับบาดเจ็บจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์ นางเองก็มีแผลเช่นเดียวกัน

นี่นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่นางต้องตกตะลึง กับความสามารถในการเลียนแบบ พลังของหมาป่าแดง
ท่าวิชาที่ สามารถส่งคืนความเจ็บปวดให้กับ คุ่ต่อสู้ ด้วยการแผ่จิตเมตตา และเป็นวิชาที่น่าจะมีนางแค่คน
เดียวอีกนั่นแหละที่สามารถใช้ได้ หลักแห่งกรรม(Karma)


========================Karma=====================

“ แม้แต่ หลักแห่งกรรม ก็ยังเลียนแบบได้งั้นรึ….แม้ว่าข้าจะไม่ได้พูดหรือบอกอะไรออกไป
แต่ตอนที่ฟันทะลุ รีเวิส(Reverse) เข้ามาคงจะโดนสะท้อนความเสียหายไปตอนนั้นแล้วก็จดจำได้
ทันทีสินะ  ”
กษัตริยา เปรยเสียงเรียบ โทสะ ที่เคยอัดแน่นในอกได้หายไปราวกับระเหยเป็นอากาศ นางคิดว่าการต่อสู้
นี้คงต้องหยุดไว้ก่อน เพราะถึงสู้ต่อไป ต่างฝ่ายก็รังแต่จะเจ็บตัวเสียเอง ดังนั้นนางจึงสั่งปลดอาวุธ ที่ทำร้าย
 เรจิ ออกทันทีที่ อาวุธทั้งหมดหายไป หมาป่าแดงก็ล้มทรุดลงทันที บรรายากาศซึ่งเคยสั่นไหวด้วยมานา
ที่เขารวบรวมมาได้หายไปในบัลดล เม็ดทรายซึ่งกลั่นตัวมาก็ยังเหือดแห้งสลายหายไป ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ


“ แล้วเจ้ามีอะไรทำไมถึงมาที่นี่?! ”
“ เฮ้!! เกิดอะไรขึ้นน่ะ!! ”

ระหว่างที่ นางกำลังถามสาเหตุจากแม่ทัพโบดาส นั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาจากทางป่า ไม่นานนัก
ไบซัน กับ แมว ซึ่งก็คือ เอนกิดู และ คอย์น นั่นเองทั้งสองวิ่งออกจากป่าตรงมาที่ทุ่งดอกไม้ทันที

“ ข้าเจอพวกเขาหลงทางอยู่ในป่าระหว่างทางที่มานี่ ก็เลยพามาด้วย ”
โบดาส ชี้ไปยังทั้งสองที่สะบักสะบอมกับการลุยป่ามา

“ อะไรกันน่ะ จบแล้วเหรอเนี่ยโธ่!~~~ ”
เจ้าแมวขนสีเทาคอยน์ สบถด้วยความเสียดายก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็น หมาป่าแดงที่ นั่งหอบหายใจ
อยู่กับพื้น ในสภาพโชกเลือด

“ อ๊ะ! ลูกพี่!! ”
คอย์น ร้องสะดุ้งพร้อมกับโผตัวเข้าไปกอดหมาป่าแดงโดยอัตโนมัติ จนล้มกลิ้งไปทั้งคู่
สร้างความฉงนแก่ทุกคนที่อยู่ที่นั่น

“ เจ้ารู้จักมันด้วยรึ คอย์น? ” กษัตริยา ถาม
“ เพื่อนของนายหรอ เรจิ? ” เซเวอร์ ถาม

คำถามของทั้งคู่สร้างความฉงนให้กันและกันด้วยจนเผลอหันมามองหน้ากันเอง กษัตริยา เป็นฝ่ายรู้สึกตัวก่อนจึงรีบหันกลับทันควันเพราะนึกขึ้นได้ว่าไม่ถูกหน้ากัน แต่เซเวอร์ กลับยิ้มเยาะด้วยความชอบใจก่อนจะหันกลับไปรอคำตอบจาก คู่แมวหมา ที่ยังกลิ้งหลุนๆอยู่นั่นเอง

“ แง~~ เซเวอร์นี่มันเปงตัวอารายอ่า เรจิ เจ็บไปหมดแล้วอ่า~~~ ”
หมาป่าแดง ร้อง งอแงแบบเด็กๆ จากการที่ คอย์น ตะครุบใส่ตัวเขาทั้งที่ยังมีแผลเต็มตัวไปหมด
ทำให้ปากแผลเปิดออกมาแล้วเลือดยังไหลไปเรอะตัว คอย์น อีกเสียด้วยซ้ำ

“ อ๊ะ! แย่แล้วลืมตัวไปหน่อย ว้าเลือดเปอระเต็มเสื้อไปหมดเลย ”
แมวหนุ่ม ผละตัวออกจาก เรจิ ก่อนจะดึงเสื้อตัวเองดูซึ่งมันเลอะเลือดไปทั้งตัวแล้ว

“ แต่ก็…ได้มาเจอกับความหวังตามที่พยากรณ์ไว้เป๊ะเลยนะ สมแล้วที่เป็นลูกพี่ของผม แหะๆ ”
แมวหนุ่ม หันไปยิ้มให้สีหน้าของเจ้าตัวแสดงออกเลยว่ากำลังดีใจสุดๆ ราวกับถูกรางวัลใหญ่
ขณะที่ ตัวเรจิ เองก็ได้ งงและงง ว่าแมวหนุ่มตัวนี้พูดถึงเรื่องอะไรกัน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขาไม่เคยพบปะหรือเจอสัตว์หางอื่นนอกจาก นิโค่ กับเพื่อนๆที่มาเล่นด้วยกันบ่อยๆ
คำศัพท์บางอย่างเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแปลว่าอะไร

“ เมื่อกี้เจ้าบอกว่า ลิงไม่มีหางตัวนี้คือเซเวอร์ สินะ? ”
โบดาส แทรกขึ้นมาและท้วงถึงคำพูดของ เรจิ ที่ร้อง งอแงใส่เซเวอร์ ไปเมื่อครู่พร้อมกับหันไป
มองเซเวอร์ด้วยสายตาหวาดระแวง

“ เซเวอร์ไม่ใช่ลิงนะ! เซเวอร์ ก็คือเซเวอร์ ต่างหากล่ะ! ”
เรจิ ตะคอกแต่ก็ไม่มีใครสนใจฟังเพราะตอนนี้ การแสดงออกของโบดาส ดึงความสนใจของพวกเขา
เอาไว้หมดแล้ว แม่ทัพไลเกอร์ เบิกดวงตาที่เคยห รี่แคบ ออกมันเป็นสายตาที่แข็งกร้าวราวกับกำลังแผ่จิตสังหารข่มขวัญศัตรู ราวกับ พยัคฆ์ร้ายกำลังจ้องเหยื่อ

“ ข้าได้รับคำสั่งจากท่าน อัลคาเซีย ให้มารับตัวบุคคลที่มีนามว่า เซเวอร์ ไปเข้าเฝ้า เจ้าใช่ไหมเซเวอร์….ของครั้งนี้… ”
โบดาส บอกเป้าหมายในการมาที่นี่แก่พวกเขา เด็กหนุ่ม ค่อยๆหันมาสบตากับ แม่ทัพไลเกอร์ อย่างช้าๆ
ก่อนจะยิ้มอย่างลำพองใจ ต่อท่าทีของแม่ทัพที่ พยายามจะข่มขู่เขา สิ่งที่ โบดาส มองเห็นในแววตาของเด็กหนุ่ม คือความว่างเปล่า ความเปล่าที่ยิ่งใหญ่ซึ่งโอบอุ้มทุกสิ่งไว้ หรือก็คือ ในดวงตาของเด็กหนุ่ม
ราวกับมีจักรวาลสถิตย์อยู่ในนั้น เพียงแค่สบตาก็ราวกับจะถูกดึงให้เข้าไปอยู่ในโลกแห่งนั้น

อุ้งมือของแม่ทัพไลเกอร์ ชุ่มโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อที่พึ่งจะไหลออกมา คงเป็นเพราะความตึงเครียดที่ เกิดขึ้นในขณะที่ เด็กหนุ่มยังคงทีท่าสงบนิ่งเยือกเย็นไว้ได้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ ถ้าข้าปฏิเสธล่ะ? ” เซเวอร์ ย้อนเสียงเรียบราวกับไม่เกรงกลัว ร่างกายที่ใหญ่โตและท่าทางอันดุดันของ
ไลเกอร์ สิ่งเหล่านั้นหาได้ข่มขวัญหรือสร้างความคุกคามใดๆแก่เด็กหนุ่มเลย
 สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ โบดาสกำลังถูกแรงกดดันของเด็กหนุ่มไล่ต้อนเองเสียมากกว่า

ด้วยความองอาจและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของแม่ทัพ โบดาสได้กล่าวตอบไปอย่างไม่เกรงกลัว
“ เช่นนั้นต่อให้จะต้องใช้กำลัง ข้าก็จะลากคอเจ้าไปเข้าเฝ้าให้ได้ ”

เซเวอร์ แกล้งทำตาโตแสดงความประหลาดใจ ก่อนจะห รี่ตาเพ่งมอง แม่ทัพ อย่างพินิจพิเคราะห์
แล้วจึงยื่นมือ ออกมาหน้าด้าน พลันเกิดประกายไฟฟ้าแล่นแปลบปราบขึ้นในอากาศ
ท้องฟ้าที่เคยสดใสไร้เมฆหมอก กลับถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนครึกครึ้ม

เช่นเดียวกับตอนที่ สกายบัค บุกโจมตี มวลหมู่เมฆแหวกตัวออก แล้วทันใดนั้น
 สายฟ้าฟาดเส้นหนึ่งได้พุ่งลงมาสู่มือของเด็กหนุ่ม สายฟ้านั้นกลายเป็นรูปร่างของดาบสั้น

“ งั้นก็ลองแสดงความตั้งใจของเจ้าต่อหน้า ฟ้าฟื้น ของข้าหน่อยก็แล้วกัน ”
เซเวอร์ ท้าทายพร้อมกับกระชับดาบสีไพรินดาบมารซึ่งมีนามว่าฟ้าฟื้นผู้แบ่งแยกท้องนภาเป็นสอง
ความตึงเครียด เข้าปกคลุมในทันที แรงกดดันของเด็กหนุ่ม กระตุ้นสัญชาตญาณ ของสัตว์หางทุกตัว
รู้สึกและรับรู้ได้เลยว่า เขาเป็นตัวอันตราย ระดับความกดดันในตอนนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับอยู่ในสนามรบ
ทั้งที่หากมองดูแล้วมันเป็นการรุมกระทำต่อเด็กหนุ่มเพียงผู้เดียวแท้ๆ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขารู้สึกได้เลยว่า
ความเป็นจริงตรงหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้นไม่สอดคล้องกันแน่

สำหรับ ทอล ผู้ซึ่งได้เห็นดาบมารเล่มนั้น ผ่าท้องฟ้าขาดเป็นสองเสี่ยงมาแล้ว ตัวเขาแทบจะเดาเหตุการณ์
ต่อไปได้เลยเสียด้วยซ้ำ ไม่มีใครกล้าขยับตัวทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับเวลาได้หยุดลง มีเพียงแค่ความเงียบสงัดที่ปกคลุมทุ่งดอกไม้นี้

“ โอ๊ยย~~~~ ”
เรจิ ร้องครางโอดโอยพร้อมกับเอามือกุมปากแผลที่ท้อง ที่ซึ่งถูก กริชสังหารบุตรอาเกดะห์
ของกษัตริยาแทงเข้าไป จนบัดนี้เลือดยังคงไหล ออกมาไม่หยุดเพราะการทิ่มแทงของกริชนั้นแทง
ลึกลงไปมาก

“ อะไรกัน? ยังไม่ยอมรักษาตัวเองอีกรึ ”
กษัตริยา เปรยนางรู้สึกประหลาดใจเป็นอันมากทั้งที่ เลียนแบบเวทย์รักษาของนางได้
แต่กลับไม่ยอมใช้มันรักษาแผลของตนเอง เซเวอร์ มองดูเพื่อนของเขากำลังทรมานต่อไปอีกไม่ได้
จึงเก็บดาบกลับก่อนจะพูดขึ้น

“ เอาเถอะข้าเองก็ต้องการจะไปคุยกับอัลคาเซีย อยู่แล้วแต่ว่าก่อนหน้านั้นช่วยรักษาสหายของข้าก่อนสิ
ดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสียพลังจิตใจ(Mind Power = MP)ไปจนหมดเลยใช้พลังรักษาตัวเองไม่ได้น่ะ ”

บรรยากาศรอบๆ ผ่อนคลายขึ้นมาในทันที แรงกดดันของจิตเข่นฆ่าที่เพ่งใส่กันจนถึงเมื่อครู่
ได้หายไปจนหมดสิ้น คงต้องขอบคุณ หมาป่าแดงที่ช่วยพวกเขาเอาไว้
ซึ่งตัว โบดาส เองยอมรับข้อเสนอนั้นทันที และหันไปขอร้องต่อกษัตริยา

“ ท่านกษัตริยา ข้ารู้ว่ามันเสียมารยาทแต่ข้าขอร้องในฐานะแม่ทัพจะช่วยรักษาหมาป่าตัวนั้นได้ไหม ”

“ ว่าไงนะ! นี่เจ้าจะให้ข้ารักษาคนที่มันทำกับข้าเยี่ยงนี้รึ… ”
นาง ตะหวาดขึ้นทันควันแค่เพียงรู้สึกว่าพ่ายแพ้ให้กับหางที่ไม่ต่างจากสัตว์ป่า ก็แย่พอแล้ว
หากนางต้องมารักษาให้อีก ก็ไม่ต่างอะไรกับ กษัตริษ์ยอมศิโรลาบเลย นี่คือตรรกะของนาง
ขณะที่นางดื้ออยู่นั้นเอง ไบซันนามเอนกิดู ผู้เป็นองครักษ์ ได้เดินเข้ามาหาพร้อมกับวางมือลง
บนไหล่ซ้ายของนาง

ฮู่มมม~~~

เอนกิดู คำรามเบาๆและดูเหมือนว่า กษัตริยา จะเข้าใจความหมายที่เขาจะสื่อเป็นอย่างดี
นาง พยายามจะขัดขืนอยู่เล็กน้อย แต่เพราะความสนิทเหมือนพี่น้องระหว่างนางกับเขา
จึงยอมทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ ก็ได้ๆ….แค่รักษาก็พอสินะ พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ -------------------------------------------

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------

1 ชั่วโมงต่อมา…

คณะเดินทางซึ่งประกอบไปด้วย มนุษย์ กิ้งก่า ไบซัน แมว ลูกแมว แกะ ลูกแกะ ไลเกอร์ และ หมาป่า
อีกสองตัว ทั้งหมดกำลังเดินฝ่าผืนป่ากว้างนี้เพื่อตรงไปยังนครแห่งแสง

“ เห้อ~~~~อีกไกลไหมเนี่ยข้าเริ่มจะปวดขาแล้วนะ ”
เด็กหนุ่ม ถอนหายใจและเดินไหล่ตกความเหนื่อยล้าและความอบอ้าวของป่าในยามเย็น
พาให้เหงื่อไหลไคลย้อย อาบเสื้อผ้าของเขาจนชุ่มไปหมดทั้งตัวแล้ว

“ นายดูไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนที่ทำอวดไว้เลยนะ เพิ่งจะเดินมาชั่วโมงเดียวเอง ”
หมาป่าดำทอล แม้ว่าเค้าจะพูดคุยด้วยวาจาที่เป็นมิตรแต่น้ำเสียงก็ยังสั่นอยู่เล็กน้อย
เพราะมันคือความหวาดระแวงที่แฝงมากับคำพูด อย่างไรก็ตามการที่ได้เห็น เด็กหนุ่ม
ผ่าท้องฟ้าขาดเป็นสองส่วนมาแล้ว นั่นก็มากพอจะให้เขากลัวมิใช่หรือ

“ ก็ปกติข้าใช้ ตรีวิกรมเดินแค่สามย่างก้าวก็ถึงจุดหมายแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าต้องไปพร้อมกับพวกเจ้า
ปานนี้ข้าไปนอนรออยู่ที่พระราชวังของอัลคาเซียแล้วมั้ง ”
เซเวอร์ สวนกลับอย่างมีอารมณ์ สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวเป็นอะไรที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย
เดินมาซักระยะหนึ่ง ทั้งกลุ่มก็หยุดเดินเอาเสียดื้อๆ เมื่อได้ทอดสายตามองออกไป ข้างหน้าคือเส้นทาง
ที่พ้นออกจากป่ามาแล้ว



และตรงหน้าพวกเขา จากถนนที่ตัดทอดผ่านเนินหญ้าเรียบๆ ที่ปลายสุดของถนนเส้นนี้
คือ กำแพงเมืองสีขาวสะอาด สูงร่วมสิบเมตร วางแนวยาวโอบล้อมเมืองทั้งเมืองเอาไว้
ใช้เวลา เพียง 10นาทีในการเดินจากชายป่าจนผ่านกำแพงเมืองเข้ามา



ก็ถึงเวลาหัวค่ำ ซึ่งพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว แต่ถนนหลัก(Main Street) ของมหานครแห่งนี้ก็ยัง
เรียงรายไปด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย และสัตว์หางมากหน้าหลายตาหลากเผ่าพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

นับแต่ก้าวผ่านประตูเมืองมา แววตาของ เรจิ ก็เบิกโผลงด้วยความตื่นตากับแสงสีในเมือง
นับแต่เกิดมานี่เป็นการเข้าเมืองครั้งแรก มีสัตว์หางแปลกหน้าซึ่งเขาไม่รู้จักอยู่ในเมืองเต็มไปหมด
สิ่งก่อสร้างประหลาดๆ และอาคารบ้านเรือนที่ เขาไม่เคยได้เห็นหรือสัมผัสมัน

“ บ้านนอกเข้ากรุงของแท้เลยนะนายเนี่ย… ”
ซาจิทาเรียสมือธนูกิ้งก่า เปรยเมื่อเห็นอากัปกิริยาของ หมาป่าแดง ขณะเดียวกัน นิโค่ กับ ฟา
ก็ได้บอกลาและแยกกลุ่มกันกลับไปยังบ้านของตน

“ รีบไปที่พระราชวังกันเถอะ ตามข้ามา ”
โบดาส กล่าวก่อนจะเริ่มออกนำขบวนทุกตัว เดินลัดเลาะไปตามถนนจนมาถึงสวนสาธารณะ
อันกว้างขวาง ที่ใจกลางมีทะเลสาป เล็กๆน้ำในทะเลสาปใสสะอาดจนมองเห็นก้นน้ำ



เหนือทะเลสาปนั้นเองมีสะพานวนทอดลงมาสองฝั่ง พวกเขาเดินขึ้นไปตามสะพานวนนั้น
จนมาถึง แท่นเคลื่อนย้ายซึ่งทำหน้าที่เป็นทางเข้าสู่พระราชวังที่ลอยสูงขึ้นไปเหนือนครแห่งนี้
ถึง 10 กิโลเมตร ตัวแท่นมีลักษณะคล้ายกับตะเสียงซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาตลอดเวลา
แม่ทัพโบดาส แสดงให้ดูก่อนโดยการ ยื่นมือไปสัมผัสกับตะเกียงซักครู่ แสงสว่างจากตะเกียง
ได้ส่องสว่างเจิดจ้าออกมายิ่งกว่าเดิมและแสงนั้นอาบร่างของแม่ทัพ ก่อนจะจางลงและหายไปพร้อมกับ
ตัวแม่ทัพด้วย จากนั้นตัวอื่นๆก็ทยอยกันทำตาม จนมาถึงคิวของ เรจิ ที่เซเวอร์ ต้องบังคับจับมือ
เขาไปแตะกับตะเกียง เพราะเอาแต่กลัวแสงที่ลบทุกคนจนหายไปหมด ซึ่งก็มีโวยวายกันเล็กน้อย
แต่พวกเขาก็ขึ้นมาถึงโดยสวัสดิภาพ





ภายในพระราชวังลอยฟ้าก็ยังมีทางเดินทอดไกลเข้าไปอีก จนเซเวอร์ อดที่จะบ่นไม่ได้

“ พอแล้ว!! ใครอยากจะเดิน ก็เดินละกัน ข้าจะไปรอที่ส่วนกลางของพระราชวังก่อนล่ะ वामन (Vāmana) ”
เด็กหนุ่ม ร่ายมนต์ก่อนจะก้าวเท้าสามก้าวแล้วก็อัตรธานหายไปในบัลดล สร้างความแตกตื่นแก่พวกโบดาส
ที่ได้เห็นสิ่งที่ เด็กหนุ่มเรียกว่า ตรีวิกรม(ย่างสามก้าว)

“ นี่เจ้านั่นมันหนีไปแล้วงั้นเรอะ!! ”
โบดาส โวยวายก่อนจะชะงักไปเพราะมีเสียง ตะโกนเรียกจากฝั่งส่วนกลางของวัง

“ ข้าอยู่นี่รีบๆมากันได้แล้ว!! ”
เซเวอร์กำลังโบกไม้โบกมืออยู่ที่ส่วนกลางนั่นเอง ซึ่งพวกโบดาสก็ แทบจะยกโขยงวิ่งข้ามเส้นทางมา
จนถึงห้องกลางเลยทีเดียว จนพากันหอบหายใจด้วยความเหนื่อยหล้า

“ ข้างบนนี้สินะ ที่อัลคาเซีย อยู่น่ะ นำไปสิเจ้าอ้วน ”
เด็กหนุ่ม กล่าวพร้อมกับผายมือไปยังบันได ที่พาขึ้นสู่ชั้นสอง แม้จะยังเหนื่อยจากการวิ่งรวดเดียว
แต่แม่ทัพไลเกอร์ ก็จำยอมฝืนเดินขึ้นบันไดไป เมื่อมาถึงชั้นสอง



ที่ชั้นสองนี้ เป็นหอคอยซึ่งค้ำเพดานด้วยเสาค้ำวิหารแบบยุโรป บนฟ้าเพดานมีการระบายตกแต่งด้วย
ภาพสีเล่าเรื่องราวของ 12 ผู้กล้า ภายในหอคอยยังคงมีทหารซึ่งเป็นสัตว์หางเผ่าเสือดำเฝ้ารักษาการ ร่วมกับ
แม่ทัพอีกหางหนึ่ง เป็นครึ่งนกเหยี่ยวครึ่งคนท่าทางสุขุม และที่ใจกลางของหอคอยนี้เอง

ที่ซึ่งหัวใจของนครแห่งนี้สถิตอยู่ ผู้ทำให้นครแห่งนี้ถูกเรียกว่า นครแห่งแสง 1ใน6 เทพเจ้า
เทพีแห่งแสงสว่างและปัญญา อัลคาเซีย(Alcacia)  พระองค์ทรงมี พระสิริโฉมงดงามและ
มีกิริยาสงบสุขุม ดั่งผู้มีปัญญา ด้านหลังของพระองค์จะมีวงแหวนและเข็มชี้คล้ายกับนาฬิกา มันมอบพลังในการอ่านชีพจรแห่งเวลา เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พระองค์ได้รับการยกย่องและไว้วางใจจากเหล่า
เทพด้วยกัน

แม่ทัพไลเกอร์ ก้าวออกมาด้านหน้ากลุ่ม ก่อนจะย่อตัวลงทำความเคารพ และเริ่มรายงานด้วยเสียงอันดัง
ก้องเปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็ง

“ ข้าพเจ้าได้พาตัวบุคคลนาม เซเวอร์ มาเข้าเฝ้าแล้วพะยะค่ะ! ”

เทพีแห่งแสง เลื่อนสายตาจากแม่ทัพ ไปหยุดที่เด็กหนุ่มในกลุ่ม ซึ่งกำลังบิดขี้เกียจโดยไม่สนต่อกาลเทศะ
ในพระราชวัง

“ เมื่อไม่กี่ชั่วยามมานี้ ข้าได้รับการติดต่อจากองค์เทพด้วยกัน ….. ”
เทพีแห่งแสง ตรัสกับเด็กหนุ่ม แต่เขาก็ยังคงไม่ลดลาวาศอกจากการกระทำที่หมิ่นเกรียติต่อพระองค์
ซึ่งนั่นทำให้ เหยี่ยวหนุ่มผู้เป็นแม่ทัพองครักษ์ของเทพีแห่งแสง มีท่าทีไม่พอใจและจ้องเขม็งด้วยสายตาขุ่นเคือง
“ เซร่า บอกเจ้าแล้วสินะถ้างั้นก็ง่ายหน่อย ข้อเสนอของเราน่ะเจ้าตอบรับรึเปล่า ถ้าไม่ก็เตรียมประกาศสงครามเลย~~ ”
เซเวอร์ พูดจาเรื่อยเปื่อยไปพลางแคะหูไปพลาง เทพีแห่งแสง ทรงแสดงความหนักพระทัย ออกอย่าง
ชัดเจนแต่ก่อนที่นางจักได้ตอบนั้นเอง แม่ทัพเหยี่ยว ที่ยืนเคียงข้างนาง ได้เดินเข้าไปกระชากคอเสื้อ
ของเด็กหนุ่ม ขึ้นมาก่อนจะตะคอกใส่ด้วยความโมโห



“ ข้าว่าจะไม่พูดแล้วเพราะเห็นว่าเจ้าเป็นแขกของท่านอัลคาเซีย หรอกนะแต่ช่วยสำรวมมารยาทของเจ้า
หน่อยจะได้ไหม ”

เด็กหนุ่มยิ้มเยาะ ราวกับเขารออยุ่แล้วที่จะให้ แม่ทัพเหยี่ยวเข้ามาหาเรื่อง

“ อิทารุส เอ๋ยผู้มีความจงรักภัคดีต่ออัลคาเซีย ความภัคดีนั่นซักวันมันจะย้อนกลับไปทำร้ายตัวเจ้า
เจ้าจะทรยศต่อความเชื่อใจและเดินไปตามเส้นทางที่ตัวเจ้าคิดเองเออเองทั้งสิ้น ”
เซเวอร์กล่าวพร้อมกับจ้องตาของ แม่ทัพเหยี่ยว เป็นเพียงเวลาแค่ชั่วเสี้ยววินาทีที่ภาพได้หลั่งไหลเข้ามา
ในหัวของแม่ทัพเหยี่ยว ภาพของตนเองถูกย้อมจนโสมม ไปด้วยความมืด

แม่ทัพเหยี่ยวผงะไปชั่วขณะจนเผลอปล่อยคอเสื้อของเซเวอร์ ความรู้สึกอันปวดร้าวประเดประดัง
เข้าใส่หัวใจมันเป็นอาการช็อก ที่รุนแรงถึงกับทำให้เขาแทบจะเซถลา

“ หึๆๆ สนุกดีจริงๆที่ได้เล่นกับเจ้านะ อิทารุส จำคำพูดของข้าไว้ก็แล้วกัน เอาล่ะมาต่อกันเถอะอัลคาเซีย เจ้ายอมรับหรือไม่ยอมรับล่ะ หืม? ”
เด็กหนุ่ม ทวนคำถามอีกครั้ง

“ ข้อเสนอของเจ้าช่างคลุมเครือที่ว่าเจ้าจะเลือกเองนั้นหมายความว่ากระไร? ”
เทพีแห่งแสงตรัส

“ อ้าว…. ” เด็กหนุ่มมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะย้อนถามทันที
“ เซร่าไม่ได้บอกเจ้าหรอกรึ? ”
“ เนื้อหาที่เราได้รับมาก็มีเท่าที่ได้บอกให้เจ้ารู้นั่นแล ”

เซเวอร์ ยกมือขวาขึ้นเท้าคางและใช้มือซ้ายกอดอก ทำท่าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ระหว่างนั้นเอง
ก็มีสัตว์หางอีกตัว ขึ้นมายังหอคอยนี้ เป็นสิงโตทะเลตัวเตี้ย แต่งตัวแบบพระสังฆราชและสวมหมวกทรงสูง
ถือไม้เท้าประจำตำแหน่งหัวไม้เท้าเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่สูงกว่าความสูงของตัวเองเกือบสองเท่า


“ ขอรบกวนหน่อยนะเพราะข้าเองในฐานะที่เป็นตัวแทนฝั่งพระราชวังของศาสนจักรก็อยากจะร่วมประชุมด้วย ”
องค์สังฆราชสิงโตทะเล กล่าวพร้อมกับเดินต้วมเตี้ยม เข้ามาแทรก กลางระหว่างการสนทนา

“ ศาสนจักรงั้นรึ?...ก็เอาสิเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทั้งอาณาจักรของพวกเจ้าจะต้องทำความเข้าใจ ”
เซเวอร์ ตอบซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ขัดสนอยู่แล้วถ้าจะมีผู้เข้าประชุมเพิ่มอีก

“ แล้วพระองค์ว่ายังไงบ้างละพะยะค่ะ? ”
“ เราอนุญาติให้เจ้าเข้าร่วมด้วย เรกกุ(Reggu) ”
“ เยี่ยม กุ้ด ขอบพระทัยฝ่าบาท ”
องค์สังฆราช กล่าวพร้อมกับโค้งให้ก่อนจะหันกลับไปกล่าวกับเหล่าคณะติดตามโบดาสที่ยังยืนฟังอยู่เบื้องหลัง

“ เราคงจะต้องประชุมกันอีกนาน นี่ก็ดึกแล้วพวกเจ้าคงทั้งหิวทั้งเหนื่อยแย่เลยล่ะสิ ถ้ายังไงพวกเจ้าเองก็แยกย้ายไปพักผ่อนกันเถอะ”

เมื่อ เรกกุ ออกปากไล่อย่างอ้อมๆ ทุกตัวก็พากันแยกย้ายทันที กษัตริยา กับ เอนกิดู
ทั้คู่เดินลงบันไดอีกฝั่งเพื่อกลับไปยังห้องของตน ส่วนทอล ซาจิทาเรียส และ คอย์น ก็เตรียมจะลงบันได
กลับไปยังชั้นล่าง เว้นแต่ เรจิ ที่หันซ้ายทีขวาทีเพราะไปไม่ถูก

“ เฮ้! เจ้าหมาดำ ข้าฝากเจ้าดูแลเพื่อนของข้าทีสิ ”
เซเวอร์ พูดพร้อมกับมองไปที่ ทอล ซึ่งกลับลำมาด้วยความตระหนกปนความประหลาดใจ

“ ข้าเนี่ยนะ?! ”
ทอล ชี้เข้าหาตัวเองหางตาของเขากระตุกเล็กน้อย กับการยัดเยียดนี้

“ ใช่เจ้านั่นแหละห้องนี้ไม่มีหมาตัวอื่นแล้วนี่ ระหว่างที่รอข้าเจรจาอยู่นี่ช่วยพาเขาไปกินข้าวทีสิ ถือว่าข้าขอร้องก็แล้วกัน ”
เซเวอร์ ตอบห้วนๆ

“ ท..ทำไมต้องเป็นข้าด้วยเล่า ข้าไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กนะ แล้วที่สำคัญเรื่องดาบมารของเจ้ายังไม่เคลียเลยด้วยซ้ำไป ”
ทอล แย้งและยังระลึกถึงเรื่องที่ค้างกันไว้ขึ้นมา ซึ่ง เรกกุ พอได้ยินคำว่า ดาบมาร ก็หันมามอง
ด้วยความสนใจก่อนจะเปรยขึ้นเรียบๆ
“ หืม…ดาบมาร?… ”

“ ครับท่านเรกกุ หมอนี่น่ะใช้ดาบบมาร ผ่าท้องฟ้าเป็นสองเสี่ยงต่อหน้าต่อตาผมเลย ตามกฏของศาสนจักรแล้ว.… ”
ทอล รีบฟ้องทันทีพลางชี้แจง ความผิดของเด็กหนุ่มแต่ สังฆราชสิงโตทะเล ก็ยกมือขึ้นปรามไว้

“ เรื่องนั้นช่างเถอะไว้ข้าจะจัดการให้เอง ฝากเจ้ารับรองสหายของเขาผู้นี้ทีพาไปกินข้าวที่ร้านจาม่อนก็ได้ ”
เรกกุ พูดพลางล้วงแขนเสื้อหยิบเอากระเป๋าถือใบเล็กขึ้นมาเปิด หยิบเอาก้อนทองรูปทรงแครอทก้อนหนึ่ง
ส่งให้ หมาป่าดำ

“ นี่เงินค่าอาหาร ถ้าเหลือเจ้าก็เก็บไปเลยถือซะว่าเป็นค่าแรงละกัน ”

“ ต…แต่.. ” ทอลพยายามจะแย้ง
“ นี่เป็นคำสั่งไปได้แล้ว! ”
เหมือน เรกกุ จะเริ่มรำคาญและสั่งด้วยเสียงที่ดังขึ้นพร้อมกับโบกมือไล่ เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
ทอล จึงได้แต่ทำใจ เดินเข้าไปจูงมือ หมาป่าแดงลงบันไดไปกับเขาและเพื่อนๆอีกสองตัว(กิ้งก่ากับแมว)

-----------------------------------------
----------------------------------------------------------

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22/01/13 21:53 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 4: Light City
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 22/01/13 21:29 น. »
ณ ถนนหลักเมืองแสง ที่นี่เป็นศูนย์รวมของที่ทำการราชการขนาดใหญ่ ทั้งกรมทหารที่แม่ทัพโบดาสประจำการอยู่ และ หน่วยงานกิล(Guild) เองก็ตั้งอยู่ในย่านนี้เช่นกัน
ที่นี่มีร้านอาหารร้านใหญ่เปิดตั้งแต่เช้าจนถึงดึก เป็นร้านของ จาม่อน สัตว์หางเผ่าปลาวาฬผู้มากประสบการณ์ ว่ากันว่าเขาเป็นเชฟที่เก่งที่สุดในเมืองสง(ล่ะมั้ง)

“ ว่าแต่นายอยากกินอะไรล่ะ ”
ทอล ถามห้วนๆ และตีสีหน้าหงุดหงิด พวกเขาทั้งสี่ ยืนอยู่หน้าร้านกำลังรอสั่งอาหารอยู่
หลังจากเอาทองก้อนไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาแล้ว

“ เอาเนื้อ! เนื้อเยอะๆเลย ” (^w^)
เรจิ ตอบเสียงใสเขาช่างไม่เครียดกับสถานการณ์เลย แม้จะเป็นในเมืองที่ไม่เคยเหยียบเข้ามาก่อนก็ตาม
แต่ก็ยังทำตัวสบายๆได้ คงเป็นเพราะความไร้เดียงสากระมัง ทอลคิด

“ งั้นลุง ขอบาร์บีคิว สำหรับหมาป่า1ตัว แล้วก็ของผมเอาเหมือนเดิมนะ ”
ทอล หันไปสั่งอาหารกับ เชฟปลาวาฬ ซึ่งกำลังรอรับออเดอร์จากพวกเขาอยู่

“ สลัดผักจานใหญ่กับบานาน่าซันเดย์ใช่มะ ”
เชฟปลาวาฬ ทวนคำ ทอล พยักหน้ารับอย่างซื่อๆ ก่อนจะถูกซาจิทาเรียส เบียดเข้ามาสั่งด้วยเช่นกัน
“ ของผมเอาก๋วยเตี่ยวขี้เมา(Hell Noodle) ชาม ”
ตามมาติดๆกับ คอย์น อีกตัว
“ ส่วนของผมเอาเป็นสลัดทะเล(Seafood Salad) เอาเย็นๆนะผมลิ้นแมว ”

“ เฮ้! อย่าบอกนะว่าพวกนายจะกินด้วยน่ะ? ” ทอล มองค้อนใส่ทั้งสองอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“ แหมๆก็อุตส่าห์มีคนเลี้ยงทั้งที จะให้ปฏิเสธได้ไง ” คอยน์ พูดพลางวางแขนโอบไหล่ตี้ซี้กับเขา
“ หาฉันเนี่นะเลี้ยง? ” ทอลชี้ที่ตัวเองอย่าง งงๆ
“ น่าๆ ทอมมี่ น่ะกำไรเห็นๆ ทองตั้งก้อนนึงก็ได้มาเกือบหมื่น gill ละ
เลี้ยงพวกเราจานสองจานไม่จนหรอกน่อ ”
ซาจิทาเรียส พูดไปพลางมองหาโต๊ะนั่ง และเขาก็จองได้ที่หนึ่งแล้ว จึงนำไปนั่งรอก่อน
ที่ทุกคนจะตามไปนั่งด้วย

“ แหมๆร้านเต็มแบบนี้แต่ยังอุตส่ามีที่เหลือแหะโชคดีจริงๆน่อ ”
ระหว่างที่ ซาจิทาเรียส กำลังคุยกับพวกเขาก็มีเสียงแทรกขึ้นมา

“ หนีฮ่าว(สวัสดี)ฮ่อ อาซาจิทารีอัค แล้วก็ทุกๆคนล่วย ”
ทุกคนต่างหันไปยังทิศของเสียงพร้อมๆกันด้วยความสงสัย มีใครอยู่ที่โต๊ะนี่ก่อนพวกเขา
งั้นหรือซึ่งตอนที่ตามซาจิทาเรียสมา พวกเขาก็เห็นจากที่ไกลๆแล้วว่าไม่มีใครนั่งอยู่
ความสงสัยคลายตัวออกทันทีเมื่อ ซาจิทาเรียส หันไปดูเก้าอี้ข้างๆ แพนด้าสีขาวดำตัวเตี้ยอ้วนป้อมได้ กำลังนั่งดูดนมจากขวดแก้วอย่างสบายใจเฉิบ โดยมีเพียงแค่ส่วนหูถึงหน้าผากครึ่งเดียวที่โผล่พ้นโต๊ะจนพวกเขาสังเกตุเห็น



“ เย้ย!! ป๋ายหู่(Bai Hu)/ป๋ายหู่มี่!(เสียงซาจิ) ”
ซาจิทาเรียส ทอล คอยน์ทั้งสาม เรียกชื่อของแพนด้าตัวนั้นด้วยความตกใจ

“ น…นายมาอยู่ตรงนี้ตั้งกะเมื่อไหร่เนี่ย? ”
ทอล ถามแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอึ้งที่ไม่รู้สึกตัวเลยว่า มีแพนด้านั่งอยู่ตรงนั้น

“ อั๊วะ เหงพวกลื้อเดินดุ่มๆมานั่งตรงนี้เลยทั้งที่อั๊วะก็นั่งอยู่นี่ ก็เลยนึกว่าพวกลื้อรู้เลี้ยวว่าอั๊วะนั่งอยู่นี่อ่ะฮ่อ ”
(ฉันเห็นพวกนายเดินดุ่มๆมานั่งตรงนี้เลยทั้งที่ฉันนั่งอยู่นี่ ก็เลยนึกว่าพวกนายรู้แล้วว่าฉันนั่งอยู่น่ะ)

แพนด้าน้อย ตอบเสียงเรียบ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาดูดนมต่อ โดยม่สนรอบข้าง

“ ปกติตัวก็เตี้ยอยู่แล้ว ยังจะทำตัวจืดจางอีกนะนาย  ”(= =’)
คอยน์ มีสีหน้าหนักใจกับเพื่อนแพนด้า ผู้เงียบขรึมตัวนี้ ป๋ายหู่ นั้นลือชื่อไม่สิ ถ้าชื่อเสียงเลื่องลือจริงๆ
เหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น แต่เอาเป็นว่าเขาเป็นหางที่ค่อนข้างจะเก็บตัว และ ที่สำคัญด้วยความเตี้ยบวกกับชอบทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ(เนียน) เลยทำให้ไม่ค่อยจะมีใครมองเห็นตัวเขาจนมักถูก
บ่นบ่อยๆว่าทำตัวจืดจาง

ขณะที่กำลังวุ่นกับ ป๋ายหู่ อยู่นั่นเอง โคอาล่าน้อย ก็เข้ามาเสริฟอาหารที่พวกเขาสั่งให้ถึงโต๊ะพอดี
หลังจากรับอาหารมาวางบนโต๊ะแล้ว ทุกตัวก็ลงมือกินทันที พวกเขาหิวท้องกิ่วมาซักพักแล้ว
โดยเฉพาะ เรจิ นั้นกินมูมมามเสียจน ทอล ยังอดเอือมระอาไม่ไหว

“ เฮ้ๆ อย่ารีบนักสิเดี๋ยวก็ติดคอหรอก ” ทอล ติเตียนใส่ทันทีหวังจะให้ เรจิ กินช้าลงหน่อย

“ นึกว่าหมาป่าจะเป็นพวกทำตัวสบายๆแบบเรจิ ซะอีกนะ แต่พอเห็นนายแล้วฉันคิดว่าบางทีที่แปลกน่ะมันนายเองมากกว่าแหะ ”

“ หืม?~~~ ”
ทอล ซาจิทาเรียส และ คอยน์ ทั้งสามเปรยขึ้นพร้อมกันมีเสียงที่ไม่คุ้นหูเข้ามาร่วมโต๊ะด้วยอีก
เสียงแล้ว เมื่อพวกเขาหันไปก็เห็น ป๋ายหู่ ถูกหิ้วขึ้นมานั่งบนโต๊ะทั้งๆที่ยังนั่งขัดสมาธิดูดนมอยู่แบบนั้น

“ ตุ๊กตาประดับตัวนี้น่ารักดีนะ ”
เซเวอร์ เปรยขณะที่เขย่าตัวของ ป๋ายหู่ ที่เขาจับขึ้นมาอย่างสนอกสนใจ แล้วลงไปนั่งเก้าอี้ แทนที่แพนด้าน้อยนั่งอยู่เมื่อครู่

“ เฮ้ย!!นายมาตอนไหนเนี่ย!!!!! ”(0[]0!)
ทอล ถึงกับสะดุ้งตัวลอยกับการมาอย่างกระทันหันของ เขา

“ ไม่สิเดี๋ยวก่อน นั่นป๋ายหู่ นะ โดนเหมาเป็นของเล่นไปซะแล้วสิ! ”(-_- ’)
คอย์น พยายามจะชี้แจงให้ เซเวอร์ หยุดเขย่า แพนด้าน้อยเป็นของเล่นก่อน ทว่า ป๋ายหู่ ก็ยังนิ่งทื่อ
อยู่เหมือนเดิม แม้ว่าเด็กหนุ่ม จะจับตัวเขาตั้งบนปลายนิ้วแล้วปั่นเล่นเหมือนลูกบาสก็ตามที

“ ป๋ายหู่มี่ นายเองก็หัดให้ซุ่มให้เสียงซะมั่งเซร้~~~~!!! ”( >3<)
ซาจิทาเรียส พ่นเสียงใส่ พร้อมกับดึงตัว ป๋ายหู่ มาจากเซเวอร์ เลยซึ่งเจ้าตัวก็ยังนั่งดูดนมไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ดี
ขณะที่กำลังวุ่นวายกันอยุ่นั้นเอง เส้นก๋วยเตี๋ยวเผ็ดร้อนในจานของ ซาจิทาเรียส ก็ถูกมือลึกลับ
หยิบขึ้นมาเส้นหนึ่ง โยนใส่ปาก คอย์น ที่กำลังอธิบายให้เซเวอร์ เข้าใจอยู่

จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

แมวหนุ่มร้องเสียงหลง พร้อมกับคายเส้นก๋วยเตี๋ยวเผ็ดร้อนนั้นทิ้ง ด้วยความลิ้นแมว

“ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวก ผู้กล้าอย่างพวกนายจะมานั่งกินข้าวสบายใจเฉิบแบบนี้นะเหมียว ”
เจ้าของมือลึกลับ กล่าว พร้อมกับมองค้อนใส่ คอย์น ที่กำลังสำลักความเผ็ดร้อนอย่างเอาเป็นเอาตาย
จนไม่ทันได้สนใจ เธอ รึแม้แต่ทั้งโต๊ะที่ตอนนี้ก็สนใจอยู่แต่กับ คอย์น ซึ่งกำลังทุรนทุรายกับอาการลิ้นแมว

“ อ๊า!!!! คอมมี่ ใจเย็นเย็น~~~ ก่อน~~~ ต…ต้องเอาน้ำ น้ำๆขอน้ำหน่อยยยย ”
กิ้งก่า โวยวายตาหลีตาเหลือกหาน้ำเป็นการใหญ่ จนโคอาล่า ตัวเดิมต้องเดินเข้ามาเสริฟน้ำให้
ซึ่งทอลเป็นคนรับมาแล้วส่งให้ คอย์น ดื่มทันที
“ เอ้านี่น้ำ! ”
ระหว่างที่ แมวหนุ่ม รับแก้วน้ำมาดื่มอย่างทุลักทุเลนี้เอง โต๊ะก็เกิดสะเทือนจากการทุบด้วยความไม่พอใจของผู้มาเยือน

“ เฮ้ อย่าทำเมินกันแบบนี้สิ!!! เหมียวว~~ ”
พรวด---- ซ่า~~~~ แฉะ!!
แรงสะเทือนของโต๊ะ ทำให้ คอย์น เผลอกลืนน้ำลงหลอดลมโดยไม่ตั้งใจ เขาสำลักมันและพ่นพรวดใส่หน้า
ผู้ที่ทุบโต๊ะเมื่อครู่จนเปียกโชก หลังจากหายลิ้นแมวแล้ว เขาถึงได้พึ่งสังเกตุเห็นเธอ แมวสาวผู้ใบหน้าบูดบึ้ง
เนื้อตัวเปียกโชกจากน้ำที่เขาพ่นใส่



“ อ้าว!! แชร์คาน(ShereKhan)เธอมาตั้งกะเมื่อไหร่แอ๊บ! ” เพียะ!!
ไม่ทันที่ เขาจะถามจนจบประโยคก็โดน เธอตบสวนจนหน้าหัน ก่อนจะวิ่งหนีไป
“ ฉันจะกลับแล้วตาบ้า! ”

“ อะ เฮ้เดี๋ยวก่อนซี่ เธองอลอะไรอีกเนี่ย… ”
คอย์น ทั้งสับสนและตกใจจนเผลอตัววิ่งตามไป ทิ้งให้ที่เหลือ มองดูอย่าง งงๆกับเรื่องที่เกิดขึ้น
หลังจากเหตุการณ์สงบลง ทุกตัวในร้านก็หันกลับทานอาหารกันต่อตามเดิม

“ เห้อวันนี้มันอะไรกันนักกันหนาล่ะเนี่ย~~~ ”
ทอล บ่นพลางทิ้งตัวลงนั่ง แล้วเริ่มทานต่อจากที่ค้างไว้ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ เซเวอร์ เปิดประเด็น
ท้วงติงต่อ

“ ถึงยังไงฉันก็สงสัยอยู่ดีทำไมหมาป่าแบบนายถึงสั่งมาแต่ผักกับไอศครีมผลไม้เนี่ย นายไม่ได้เป็นพวกกินเนื้อรึไงหรือกฏของศาสนจักรเค้าห้าม พาลาดิน กินเนื้องั้นหรือ? ”

“ เปล่าไม่ได้ห้ามหรอก ฉันแค่ไม่ชอบเนื้อก็แค่นั้นแหละ มันแปลกนักรึไง ”
ทอล ตอบเสียงห้วนเขาไม่ค่อยชอบใจนักที่ถูกถามถึงนิสัยการกินที่แปลกกว่าหมาป่าตัวอื่นๆ

“ นายนี่น่าสนใจดีแหะ เพราะหมาป่าที่อยู่ด้วยกันกับฉันมาตั้งนาน แค่กินลูกเบอรี่ เข้าไปลูกเดียวก็อ้วกแตกอ้วกแตนแล้ว ”
เซเวอร์ เปรยพร้อมกับแถไปทาง เรจิ ที่ยังคงเอาแต่กินบาร์บีคิวไม้โดยไม่สนใจรอบข้างมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“ เห้ออิ่มๆ งั้นฉันขอตัวก่อนละกันนะ บ๊ายบาย ทอมมี่ เจอกันพรุ่งนี้ที่ภาคีน่อ ”
หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวในชามหมด ซาจิทาเรียส ก็บอกลาแล้วปลีกตัวออกไปทันที
ทิ้งให้ ทอล ที่ยังกินไอศกรีม ไม่เสร็จอยู่กับ เซเวอร์ และ เรจิ ตามลำพัง

“ แล้วว่าไงบ้างล่ะ…การประชุมน่ะ ”
ทอล ถามระหว่างตักไอศครีมเข้าปาก

“ ก็ฉันกับ เรจิ จะพักอยู่ที่เมืองนี้จนกว่าจะเสร็จงานนั่นแหละ ”
เซเวอร์ ตอบพลางบิดขี้เกียจก่อนพิงหลังลงกับผนักเก้าอี้
“ งานอะไร? แล้วเรื่องดาบมารของนายล่ะ ”
“ เรื่อง งานน่ะเป็นความลับ ส่วนเรื่องดาบมารเจ้าสังฆราชเรกกุ บอกว่าจะไม่เอาความเพราะว่าไว้ใจฉัน ก็แค่นั้น ”

“ วางใจให้ลิงไร้หางอย่างนายถือศาสตรามารเดินเล่นไปมาในอาณาจักรเนี่ยนะ ไม่อยากจะเชื่อเลย ”
ทอล เหน็บใส่ก่อนจะตักไอศครีมช้อนสุดท้ายเข้าปาก

“ น่าแปลกนะนายควรจะเป็นคนที่กลัวฉันที่สุดเพราะเห็น Celestial Splitter ไปแล้วแต่ตอนนี้นายกับฉัน
ดันมานั่งคุยกันฉันมิตรซะได้ ”
เซเวอร์ แกล้งพูดติดตลก

“ ก็ไม่ได้อยากจะพูดด้วยหรอก แต่นายน่ะมันอวดดีชะมัดเลย กระทั่งท่าน อัลคาเซีย นายก็ยังหยิ่งไม่เลิก เพราะรู้ว่าตัวเองเหนือกว่าถึงได้กล้าทำแบบนั้นสินะ คนแบบนายฉันน่ะเกลียดเป็นที่สุด ”
ทอล พูดพลางระบายความในใจของตน ผ่านทางสายตาขุ่นเคืองของเขา

“ ก็ไม่เชิงหรอกนี่ ชื่อ ทอล ใช่มั้ย? ”
 เซเวอร์ ถามซึ่ง เขาก็พยักหน้ารับ ทั้งคู่จึงเริ่มคุยกันต่อ

เซเวอร์: นายไม่คิดบ้างรึว่าบางทีเบื้องหลังของแสงสว่างอาจจะเป็นความมืดมิดก็ได้ฉันเห็นนายกับพวกเพื่อนๆแล้วก็ไม่เห็นจะมีใครเค้าเคร่งระเบียบเหมือนนายเลย  บางทีศาสนจักรก็ไม่ได้ถูกไปซะหมดหรอกนะ

ทอล:  เจ้าบ้า~ ถ้าไม่รักษาฏกเอาไว้บ้านเมืองก็ได้วุ่นวายกันพอดี แล้วก็ไม่ต้องมาพูดจาหว่านล้อมเลยนะ
ยังไงซะฉันก็ไม่มีวันหันหลังใหศาสนจักรเด็ดขาด

เซเวอร์:  เอาล่ะพอเถอะเถียงกันไปพรุ่งนี้ก็คงไม่จบอยู่ดี
ทอล: ก็ว่างั้น…แล้วคืนนี้พวกนายจะพักกันที่ไหนล่ะ?

เซเวอร์: อืม~~นั่นสินะที่ผ่านมาก็นอนกลางดินกินกลางทรายมาตลอด งั้นเดี๋ยวพวกฉันไปตั้งแคมป์
เอาตรงแถวทะเลสาปข้างในสวนนั่นก็แล้วกัน

ระหว่างที่การสนทนาของทั้งคุ่เป็นไปอย่างออกรส นั้นเองก็มีผู้มาเยือนตัวใหม่ได้ทิ้งตัวนั่งลงยังเก้าอี้ข้างๆ
เรจิ

“ อ้ะขอโทษนะครับ พวกเรายังไม่ลุก… ”
ทอล  ซึ่งจะหันไปบอกกับลูกค้าคนใหม่ว่าพวกเขายังนั่งอยู่ที่โต๊ะนี้ แต่ก็ต้องชะงักไป
ผู้ที่มาร่วมโต๊ะด้วยกับพวกเขาเป็น หมาป่าขนสีขาวซึ่งอาวุสโสกว่าพวกเขาอายุน่าจะรุ่นราวคราวพ่อได้
หมาป่าตนนี้สวมใส่ชุดเกราะของศาสนจักรและมีผ้าคลุมติดเอาไว้ด้วย

“ ผ…ผู้การ… ”
พาลาดินหนุ่มเปรยอย่างทึ่งๆ เขารู้จักหมาป่าเขาตัวนี้ขณะเดียวกัน หมาป่าขาวก็ยื่นมือเข้ามาจับแขนของเด็กหนุ่มไว้ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ เธอคือเซเวอร์สินะ รู้สึกเป็นเกรียติจริงๆที่ได้มาเจอเธอที่นี่ แถมยังรู้จักกับลูกชายของฉันแล้วด้วย ท่าทางเธอสองคนจะสนิทกันดีนะ ”

“ พ่อนายงั้นรึ? ” เซเวอร์ หันไปถามพลางชี้ไปที่หมาป่าขาว ทอล ได้แค่พยักหน้ารับ ตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ถูกที่อยู่ๆผู้เป็นบิดา จะมาร่วมโต๊ะด้วยอย่างกระทันหัน

“ ได้ยินมาว่าเธอกำลังลำบากเรื่องที่พักสินะ ถ้ายังไงจะไปพักที่บ้านของฉันไหมล่ะ ที่นั่นตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้วเพราะทั้งฉันทั้งลูกก็ย้ายมาพักที่ค่ายทหารหมด เชิญพวกเธอใช้ได้ตามสบายเลย ”
หมาป่าขาว เสนอให้ด้วยท่าทีเป็นมิตร ซึ่งเซเวอร์ เองก็รับรู้ได้ด้วยญาณของเขาเองว่านี่เป็นเจตนาดี
ที่มาจากใจจริง แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไม พ่อของทอลจะต้องมาทำดีกับคนที่พึ่งจะได้เจอกันด้วย

“ ด..เดี๋ยวก่อนสิครับผู้การ…”
“ ทอล พ่อบอกแล้วไงว่านอกเวลาประจำการให้เรียกว่าพ่อน่ะ อย่าเคร่งนักสิเจ้าลูกคนนี้นี่ ”
ผู้เป็นพ่อเอ็ดใส่พร้อมกับใช้แขนอันกำยำคว้าคอลูกชายมาขยี้หัวเล่นอย่างเอ็นดู

“ ก็..ไหนๆก็ชวนมาแล้ทั้งทีจะไม่รับก็ขัดน้ำใจเกินไปงั้นฝากตัวด้วยละกัน ”
เซเวอร์ ตอบรับอย่างสงบเสงี่ยม แม้จะยัง งงๆแต่ก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ หมาป่าขาวยิ้มกว้างอย่างอบอุ่น
พร้อมกับยกมือลูบหัว หมาป่าแดงที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยความเอ็นดู จนลูกชายอดน้อยใจไม่ได้ จึงทำตัวสงบเสงี่ยมไม่ขัดอีกแต่โดยดี

“ งั้นวันนี้ทอล เจ้าพาพวกเขาไปส่งที่บ้านแล้วก็พักซะที่นั่นเลยก็แล้วกันค่อยกลับมาเข้าประจำการตอนเช้าตกลงนะ ”
ผู้เป็นพ่อ พูดจาเจื้อยแจ้วฝากฝังลูกชายเป็นอย่างดี ด้วยสีหน้าสบายอกสบายใจ เสร็จจึงตีตัวหนีออกจากร้าน
ไปทันทีไม่รอแม้แต่จะฟังคำตอบจากลูกชาย เป็นการยัดเยียดสไตล์คุณพ่อม่ายลูกติดโดยแท้(คิดว่างั้นนะ)
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ทอล จึงจำใจพาพวกเขาไปส่งที่บ้านของตน

--------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------

ณ เนินทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งไกลออกมาจากเมืองไม่มากนัก มีกระท่อมหลังใหญ่ตั้งอยู่บนเนินนั้น
หนึ่งคนกับอีกสองตัว กำลังเดินขึ้นเนินตรงไปสู่กระท่อม ทันทีที่พวกเขามาถึงหน้าประตู หมาป่าดำ ก็หยิบเอากุญแจไขปลดล็อคประตูกระท่อม แล้วพากทั้งสองเข้าไป

ภายในกระท่อมมืดมิดและอับชื้น จากการที่ไม่มีใครอยู่มาเป็นเวลานาน ทำให้มีฝุ่นจับตามเฟอร์นิเจอร์
และเครื่องเรือนๆอื่นๆ อยู่ทั่วไปหมด ทอล ค่อยๆย่องเข้าไปในตัวบ้านอย่างระมัดระวัง พร้อมกับใช้สองมือ
คุ้ยหาอะไรบางอย่าง ครู่ต่อมาแมงก็ไฟก็ปรากฏและให้ความสว่างแก่ทั้งห้อง สิ่งที่ ทอล หาอยู่เมื่อครู่
คือตะเกียงน้ำมันกับไม้ขีดไฟนั่นเองหลังจากนั้น เขา ก็ตระเวณไปจุดตามที่ต่างๆในบ้านจนสว่างไสว
ราวกับกลางวัน

“ ฝุ่นเยอะหน่อยแต่ก็พอนอนได้ล่ะนะ ”
ทอล เปรยหลังจากกลับจากการจุดตะเกียงทั่วบ้าน ซึ่งเขาแบกเอาฟูกที่นอนทำจากฟองน้ำคลุมด้วยผ้าสักหลาด ออกมาปูยังบริเวณพื้นบ้านที่ยังว่างอยู่
ระหว่างรอนั้นเอง เซเวอร์ กับ เรจิ จึงถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆบ้านไปด้วย

เด็กหนุ่ม เดินดูเครื่องเรือนเรื่อยเปื่อยจนมาถึงตู้เสื้อผ้าเตี้ยๆ ซึ่งชั้นบนถูกใช้แทนโต๊ะวาง
ของประดับต่างๆ และในบรรดาของประดับเหล่านั้น มีรูปถ่ายซึ่งฝุ่นจับเขรอะอยู่รูปหนึ่ง
ด้วยความอยากรู้ เซเวอร์ หยิบมันขึ้นมาปัดเอาฝุ่นออกเพื่อจะดูมันให้ชัดๆ

“ ไม่ได้นะ อย่าพึ่งนอนลงไปสิ ขนนายมีแต่คราบเลือดกับเศษดินเขรอะไปหมดแบบนี้ต้องไปอาบน้ำก่อน ”
เสียงบ่นของ ทอลดังขึ้นก่อน เรจิ จะถูกลากตัวขึ้นมาจาก ที่นอน

“ อ๊า~~ ไม่เอา ไม่เอา เรจิไม่อยากอาบน้ำอ่า มันหนาว ”
หมาป่าแดง งอแงแต่ก็หาได้หยุดทอลได้ ยิ่งได้ยินว่าเกลียดการอาบน้ำยิ่งทำให้เจ้าตัว
ยิ้มระรื่นพร้อมกับความคิดเจ้าเล่ห์ ที่แล่นเข้ามาชั่ววูบ และ อารมณ์อยากแกล้ง
ก้บังเกิด หมาป่าดำลากตัว หมาป่าแดง เตรียมไปห้องน้ำทันที ซึ่งแน่นอน ว่าอีกตัวย่อมต้องพยายามขัดขืน
สุดกำลัง

“ ที่นี่มีน้ำประปาใช้ด้วยเหรอ? ” เซเวอร์ ถามด้วยความฉงน
“ อื้อก็ต่อท่อลำเลียงจากแม่น้ำใกล้ๆนี่แหละ  ”
ทอล ตอบโดยยังออกแรง ลากตัวเรจิ ที่กำลังตะกุยขาหนีไปจากเขา สุดกำลังท้ายที่สุดแล้ว หมาป่าแดงก็เป็นฝ่ายปราชัยแล้วก็โดนลากเข้าห้องน้ำไปไม่กี่นาทีต่อมาเสียงโวยปนกับเสียงร้องโหยหวน ก็ดังกระหึ่มออกมาจากห้องน้ำ แสดงถึงการอาบน้ำอันดุเด็ดเผ็ดมันส์เกินกว่าจะจินตนาการของเด็กหนุ่ม จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจกันละกันนะ…..(= =’)

หลังจากนั้นไม่นานเสียงก็ สงบลงไปแต่ก็ยังมีโวยวายมาเป็นละลอกเป็นเสียงของ ทอล ทั้งหมด
จนอดคิดไม่ได้ว่าเขาช่างเป็นหมาป่าที่ขี้บ่นอะไรอย่างนี้ แต่ตอนนี้ เซเวอร์ ให้ความสนใจกับรูปถ่ายที่อยู่ในมือ มากกว่า มันเป็นรูปถ่ายครอบครัว3ตัว หมาป่า ประกอบด้วยลูกหมาป่าดำ และพ่อหมาป่าขาว
ซึ่งคงจะเป็น ทอลกับคุณพ่อของเขา แต่อีกตัวที่อยุ่ในรูปซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่ เด็กหนุ่ม
นั่นคือ ลูกลิงขนสีแดง ซึ่งมีวัยไล่เลี่ยกับ ทอลในรูป  ตอนนั้นทั้งคู่คงอายุราวๆ 10ขวบได้

“ แง หนาวอ่า~~~ ”
เสียงโอดครวญของ เรจิ ดังขึ้นพร้อมกับเดินออกมา ในสภาพขนสะอาดเงางามกว่าตอนแรก หมาป่าแดงคลานอย่างหมดสภาพเข้าไปซุกตัวใต้ผ้าห่มบนฟูกนอน แล้วผลอยหลับไปในทันที

“ นายดิ้นแรงชะมัดเลยกว่าจะอาบเสร็จเล่นเอาฉัน….ฮ้าววววว….ง่วงแล้วเนี่ย ”
ทอล ซึ่งตามมาออกติดๆ อ้าปากหาวหวอด ด้วยความง่วง

“ นี่คือครอบครัวของนายเหรอ? ”
เซเวอร์ ถามพร้อมกับยื่นรูปถ่ายให้ดู

“ ใช่แล้วทำไมหรือ? ”
ทอล ตอบเสียงเรียบ

“ ฉันกำลังสงสัยว่าลิงในรูปเป็นใครเพื่อนของนาย? ”
 “ น้องชายฉันเอง ชื่อ โลกิ(Loki) น่ะ ”
คำตอบของทอล สร้างความฉงนให้กับ เด็กหนุ่มยิ่งขึ้นไปอีก

“ ประหลาดชะมัดเลย หมาป่ามีน้องชายเป็นลิงเนี่ยนะ? ”
“ พวกเราไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ที่จริงแล้ว ทั้งฉันแล้วก็ โลกิ ถูกพ่อรับมาเลี้ยงอีกที ”
“ เป็นลูกบุญธรรมงั้นสินะ ”
หนนี้ เด็กหนุ่มพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมในรูปครอบครัวถึงไม่มีหางที่น่าจะเป็นแม่รวมอยู่ด้วย

สิ่งที่ทำให้ ข้าผู้มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่กว่าปวงเทพ รู้สึกหวั่นไหวกลับเป็นเรื่องธรรมดาๆ สามัญ
ใช่แล้วถึงยังไงข้าก็ยังเป็นมนุษย์ มีรัก โลภ โกรธ หลง ………ตอนที่เห็นพ่อลูกหมาป่า
มันทำให้ข้า รู้สึกสั่นคลอน ตั้งแต่วันที่ข้าลืมตาตื่นขึ้นบนโลกนี้ ก็มีแค่ เรจิ ที่อยู่กับข้าเรื่อยมา
น่าขันสิ้นดี แต่ข้าก็ยังอยากจะรู้….แท้จริงแล้วข้าเป็นใคร ครอบครัวของข้าเป็นยังไงบ้าง
ที่ข้าจำได้มีเพียงหน้าที่และความรู้เกี่ยวกับโลกในกาลนี้เพียงเท่านั้น แต่ยุคของข้าล่ะ
มันเกิดอะไรขึ้น ข้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวก่อนหน้านี้เลยทำไมข้าถึงเป็นมนุษย์คนเดียวที่ยืนอยู่ที่นี่

เด็กหนุ่ม มองรูปถ่ายครอบครัว พร้อมกับนึกถึงเรื่องที่ได้คุยกันในที่ประชุมวังแสง

????????????????????????????????????????????????????????????
อัลคาเซีย: เราตกลงรับข้อเสนอของเจ้า
เรกกุ: ทางศาสนจักรก็ไม่คัดค้านอะไร
เซเวอร์: ดีมากถ้าเช่นนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนข้อเสนอของข้า จะขอถามอะไรเจ้าหน่อยได้ไหม เทพีแห่งปัญญาผู้รอบรู้ทุกเรื่อง

อัลคาเซีย: เจ้าต้องการจะรู้อะไรงั้นรึ?

เซเวอร์ :มนุษย์ หรือ สิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่า ชนเผ่าไร้หาง พวกเขายังมีเหลือรอดอยู่อีกไหม

อัลคาเซีย : ตามที่เราเข้าใจพวกเขาเหล่าได้ล่มสลายไปกว่า 5,000ปี มาแล้วเพราะภัยพิบัติครั้งใหญ่
แต่เราไม่ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดของภัยพิบัตินั้นหรอก แต่หากเจ้าอยากจะรู้เกี่ยวกับมัน เจ้าคงต้อง
ไปยังรอยแผลแห่งโลก

เซเวอร์: รอยแผลแห่งโลก?

อัลคาเซีย: ที่นั่นยังไม่เคยมีใครข้ามไปยังโลกอีกฝั่ง บางทีคำตอบของเจ้าอาจจะอยู่ที่นั่น
?????????????????????????????????????????????????????????????

“ โลกอีกฝั่ง ”
เด็กหนุ่ม กระซิบกับตัวเอง ความสงสัยมากมายก่อตัวขึ้นในจิตใจ ความไม่มั่นคงของอารมณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้เขาเรียกมันว่า ‘ความหวัง’

“ เฮ้จะปิดไฟแล้วรีบมานอนเถอะ ”
ทอล เรียกขณะที่เดินสวนมาจะไปดับตะเกียง เซเวอร์ ทิ้งเรื่องที่คิดอยู่แล้วเดินไปนั่งลงบนฟูกนอนของตน
แต่ก่อนที่ตะเกียงจะถูกดับนั้นเอง ด้วยความสงสัยจึงชิงถามเสียก่อน

“ แล้วน้องชายเจ้าเป็นยังไงบ้าง วันนี้ข้าเจอเพื่อนๆของเจ้ามากมายแล้วยังเจอกับพ่อของเจ้าด้วยแต่ข้าไม่เห็นน้องของเจ้าเลย? ”
“ ถูกเนรเทศน่ะ….. ”
น้ำเสียงอันเศร้าสร้อยนั้น กระตุ้นเด็กหนุ่มความใคร่รู้ของเขาหายไปในพริบตา พอคิดว่าตนได้ไปสะกิดเข้ากับแผลใจเสียแล้ว หมาป่าดำมีทีท่าแปลกไปทันทีเมื่อเริ่มพูดถึงน้องชายของตนทั้งคู่ต่างพากันนิ่งเงียบ จนในที่สุด เซเวอร์ ก็ตัดใจถามต่อ

“ ถ้าเจ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรแต่ข้าก็อยากจะรู้มันเป็นเพราะอะไรงั้นรึ? ”
ทอล ยังคงนิ่งเงียบ ดังนั้น เซเวอร์ จึงไม่คิดจะซักต่อไปอีกและล้มตัวลงนอนทันที
เมื่อตะเกียงดับลง ความมืดได้เข้าปกคลุม และแล้วพวกเขาก็หลับไป……….

………………………………………………………………………….
………………………………………….
………………………….

ที่ไหนซักแห่ง…….ไม่ว่ามันจะเป็นที่ใดก็ตาม แต่มันคือลานประหาร เราถูกมัดไว้ด้วยเชือกผูกติดกับเสาไม้กางเขน เสานั้นปักอยู่บนฐานซึ่งทำจาก กองไม้วางสุมกัน………………….ด้านล่างนั้นผู้คนมากมายกำลังยืนมองมาที่เราด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย………………….คันธนูเพลิงนับสิบถูกยกขึ้นและเล็งศรมายังฐานไม้แห่งนี้ เราจะถูกไฟเผาทั้งเป็น…………………..เราไม่เคยเสียใจเลยในการกระทำตลอดมา แต่ว่าหมาป่าผู้อยู่ตรงหน้าเรากลับกำลังเสียใจและนั่นก็ทำให้เราเศร้าไปด้วย…..จิตใจของข้าได้วิงวอนและร้องขอต่อพระผู้เจ้า หากพระองค์มีจริง……….โปรดช่วยให้เขาผู้เสียใจให้เรารอดพ้นจากการดับสิ้นของเราด้วย…………………….

Next Chapter 5 : Prologue to Prologue อารัมภบทของอารัมภบท………. Beginning to Apocalypse……..

**********************โปรดติดตามตอนต่อไป***********************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23/01/13 02:05 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 4: Light City
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 23/01/13 20:03 น. »
แสดงถึงการอาบน้ำอันดุเด็ดเผ็ดมันส์เกินกว่าจะจินตนาการของเด็กหนุ่ม จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจกันละกันนะ…..(= =’)

จะมี 4.5 แถมเป็นของมืดมั้ยค่ะ #ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

//ปูเสื่อรอตอนที่ 5

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 4: Light City
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 24/01/13 02:12 น. »
แสดงถึงการอาบน้ำอันดุเด็ดเผ็ดมันส์เกินกว่าจะจินตนาการของเด็กหนุ่ม จึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจกันละกันนะ…..(= =’)

จะมี 4.5 แถมเป็นของมืดมั้ยค่ะ #ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

//ปูเสื่อรอตอนที่ 5

4.5 กลัวว่าอาจจะต้องเก็บศพทั้งคนเขียนคนอ่านเนื่องจากเสียเลือดกรุปวายเกินขนาดนะขอรับ ;D

ตั้งแต่ตอนที่ 5เป็นต้นไปจะเป็นบทเริ่มเรื่องของจริงแล้วล่ะครับ เอแต่ตอนหน้ามันแค่ อารัมภบท เองนี่เนอะ=w= บทที่สี่ตัวละครใหม่โผล่เยอะมาก ถ้าเขียนต่อไปอาจจะเริ่มงง ตัวไหนเป้นตัวไหนเหอๆ  ???
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Chapter 5 : Prologue to Prologue อารัมภบทของอารัมภบ
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 03/02/13 17:28 น. »
Chapter 5 : Prologue to Prologue อารัมภบทของอารัมภบท

ที่ไหนซักแห่ง…….ไม่ว่ามันจะเป็นที่ใดก็ตาม แต่มันคือลานประหาร เราถูกมัดไว้ด้วยเชือกผูกติดกับเสาไม้กางเขน เสานั้นปักอยู่บนฐานซึ่งทำจาก กองไม้วางสุมกัน………………….ด้านล่างนั้นผู้คนมากมายกำลังยืนมองมาที่เราด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย………………….คันธนูเพลิงนับสิบถูกยกขึ้นและเล็งศรมายังฐานไม้แห่งนี้ เราจะถูกไฟเผาทั้งเป็น…………………..เราไม่เคยเสียใจเลยในการกระทำตลอดมา แต่ว่าหมาป่าผู้อยู่ตรงหน้าเรากลับกำลังเสียใจและนั่นก็ทำให้เราเศร้าไปด้วย…..

……………………………..ทำไม………………………………….
ทำไม……ทำไมต้องร้องไห้เสียใจให้กับราด้วย……เราทำตัวของเราเองแท้ๆทำไมกัน…..ทำไมพี่ต้องร้องไห้เพื่อผมด้วย
………………………………………………………………………………………………

ตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงัดแห่งรัตติกาล ร่างปกคลุมด้วยขนอันบอบบางซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ  ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว และหอบหายใจอย่างรุนแรง ลิงหนุ่มขนสีแดง ตื่นขึ้นจากฝันร้ายเขานอนอยู่บนเตียงภายในห้องพักของ ตำหนักเทพเงา แต่ในความฝัน เขากำลังจะถูกประหารด้วยการเผาทั้งเป็น ลิงหนุ่มยกมือขวาขึ้นประคบกับใบหน้าเพื่อสงบใจลง เพื่อลบความตื่นตระหนกของภาพนั้นออกไปจากหัวของเขา

ก๊อก!!ก๊อก!! ก๊อก!!   เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ลิงหนุ่มวางมือลงแล้วลุกจากเตียงไปปลดล็อคประตู

เบื้องหลังบานประตู ผู้มาเยือนคือ ค้างคาวสาว จอมเวทย์ชั้นสูงแห่งตำหนักนี้ มอร์กาน่า

“ โลกิ(Loki) เป็นอะไรรึเปล่า? ” มอร์กาน่า ถามด้วยความเป็นห่วง

“ เปล่า…แค่ฝันร้ายน่ะ คงไปปลุกเธอเข้าสินะ ขอโทษด้วย ”
โลกิ ส่ายหน้าแต่ทว่าสภาพอิดโรยของเขานั้น ไปไม่ได้กับคำพูดเอาเสียเลย นั่นยิ่งทำให้
นางเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิม

“ เสียงดังไปถึงห้องข้างๆเลยล่ะ แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรน่ะ ”
“ อา ขอบใจที่เป็นห่วงแต่ไม่มีอะไรจริงๆ กลับไปนอนเถอะ ”

หลังจากที่ มอร์กาน่า ยอมกลับไปแล้ว และประตูห้องถูกปิดลง เขาก็ล้มทรุดลงกับพื้น
ยามนึกถึงฝันนั้นอีกครั้ง ร่างหายก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนป่วย มันเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับจิตใจของเขาเป็นอย่างมากและคิดว่าจะต้องทำอะไรซักอย่างกับมัน

“ โอย~~…มิเกะ นายช่วยพาฉันกลับไปที่เตียงที ”
เสียงครางของ เขาเรียกให้ภูตน้อยสีฟ้าตัวกลมขนาดเท่ากำมือ  ตื่นขึ้นจากนิทรา กิ่นจะร่อนลงจาก เตียงของ
เขามาเกาะที่ท้ายทอย แล้วยกตัวเขากลับไปที่เตียง แต่ไหนแต่ไรแล้วตั้งแต่จำความได้ มักจะมีภาพเหตุการณ์
หรืออาจจะเป็นความฝัน ที่น่าประหลาดแทรกเข้ามาในหัวเป็นประจำและมันก็มักจะเป็นจริงเสียทุกครั้ง
อาจจะเป็นพรสวรรค์ของเขาที่ทำให้มองเห็นอนาคตได้ พลังที่แทบจะคล้ายคลึงกับ เทพีแห่งแสง
อย่างอัลคาเซีย และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาต้องระเห็จมาอยู่ที่ เมืองใต้ภิพบของ เทพแห่งเงาเซร่า แทน
หลายต่อหลายหาง หวาดกลัวเขาในฐานะ ผู้มีสายเลือดเทพ หรือ Demi God ถึงภูมิหลังจะยิ่งใหญ่เช่นนี้
แต่ตัว โลกิ เองก็ไม่เคยทราบเลยว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใครกันแน่ เขารู้เพียงแค่ว่าถูกเลี้ยงดูโดยผู้การ
ของกองอัศวินแห่งศาสนจักร หมาป่าขาว โอดิน(Odin) ร่วมกับหมาป่าดำผู้เป็นพี่บุญธรรมของเขา ทอล
และเหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นลูกนอกคอกที่ไม่เคยได้รับความเอาใจใส่ บางทีลึกๆแล้วแม้แต่พ่อของเขาก็อาจจะหวาดกลัวพลังของเขาก็เป็นได้ ทว่าที่เขาเกลียดที่สุดกลับไม่ใช่พ่อบุญธรรมที่เลี้ยงดูตนเองมาอย่างทิ้งขว้างแต่เป็นพี่ชายหมาป่าของตน

“ แต่ไหนแต่ไรแล้ว เจ้านั่นก็เอาแต่ก่อกวนกระทั่งตอนนี้ยังจะตามมารังความกันอีกเหรอ….ทอล… ”
ลิงหนุ่ม เปรยด้วยความงัวเงียก่อนจะผลอยหลับไป

…………………………………………….
เช้ามืดของวันถัดมา

 ณ ประตูทางเข้าตำหนักเทพเงา ค้างคาวสาว นางมาส่งลิงหนุ่ม ที่กำลังจะออกเดินทาง

“ ทำไมจู่ๆถึงอยากจะไปที่ นครแห่งแสงล่ะ? ”
มอร์กาน่า ถามขณะที่มอง โลกิ ตรวจดูสัมภาระในกระเป๋าสะพายใบย่อมของเขาโดย มี มิเกะ(Mike)
ภูตรับใช้ประจำตัวเกาะอยู่บนหัว

“ มีบางอย่างที่อยากจะตรวจสอบให้แน่ชัดน่ะ ไม่งั้นมันรู้สึกไม่สบายใจ ”
โลกิ ตอบพลางใช้มือคุ้ยลงไปดูในกระเป๋าอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“ นี่เธอเห็นอนาคตอีกแล้วงั้นเหรอ? ”
คำถามของ มอร์กาน่า หยุดมือเขาจากการคุ้ยกระเป๋า เธอช่างเดาได้แม่นราวกับเป็นนักพยากรณ์ตัวจริงเสียยิ่งกว่าเขาอีก เพื่อตอบคำถามของเธอ เขาจึงพยักหน้าให้อย่างเงียบๆก่อนจะเริ่มตรวจสัมภาระต่อ มอร์กาน่า ถึงกับ สะดุ้งตัวลอย

“ บางทีพวกศาสนจักร อาจจะเคลื่อนไหวแล้ว ต้องไปดูเผื่อว่ามันจะเป็นอันตรายกับพวกเรารึเปล่า ”
โลกิ พูดพร้อมกับปิดกระเป๋าแล้วจึงยกขึ้นคล้องไหล่สะพาย ก่อนจะยื่นแขนแล้วแบมือออก จี้ไม้กางเขนสีดำคล้องเชือกแขวนไว้กับนิ้วโป้งห้อยลงมาจากมือนั้น แล้วกล่าวด้วยถ้อยคำสงเสงี่ยม


“เหล่าโครงกระดูกของผู้ม้วยในมรณาภพเอ๋ย จงมารวมกันที่นี่ จงมีจิต! จงสถิตย์ร่าง!! จงรับใช้ข้า!!!
 จงมาสีหมอก!!!! ”
ลิงหนุ่ม ค่อยๆตะเบ็งสียงดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนั้น มานา รอบๆก็ได้กลั่นตัวเป็นหยาดหยดคล้ายกับน้ำหมึกสีดำสนิท ไหลอาบมือข้างที่หนีบจี้ไม้กางเขนเอาไว้ น้ำหมึกสีดำหยดลงสู่พื้นทีละหยดๆ
จนเจิงนองเป็นแอ่งในเวลาไม่นาน ไอควันสีดำลอยขึ้นมาจากแอ่งนั้น และลากเอาสิ่งหนึ่งมีขนสีดำขนาดตัวเท่าม้า ร่างเป็นโครงกระดูก ลมหายใจของมันเย็นเชียบราวกับสิ่งที่ตายแล้ว เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสยดสยอง หากมองดูโดยผิวเผินมันคือศพของมูโป้(Mupo) มูโป้ คือสิ่งมีวิตประเภทพืชที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วเหมือนม้า สัตว์หางจะเลี้ยงดูมันและใช้งานไม่ต่างจากม้าซักเท่าไหร่อยู่แล้ว  แต่ก็มีการเลี้ยงเพื่อผลิตเอาน้ำนมของมันมาบริโภคดวยเช่นกัน

ทว่ากับเจ้าตัวที่ขึ้นมาจากแอ่งน้ำหมึกเวทย์ นี้ไม่ใช่ มูโป้ ทั่วๆไปแต่ควรจะเรียกว่าภูติรับใช้ประเภทหนึ่งเสียมากกว่า

“ ต้องรีบไปก่อนฟ้าจะสางไม่งั้น สีหมอกคงหายไปก่อน ”
โลกิ พูดพร้อมกับเดินเข้าไปจูง ภูติตนนั้น มาแล้วเกาะหลังมันเพื่อจะขึ้นไปขับขี่

“ ระวังตัวด้วยล่ะ ที่นั่นสำหรับพวกเราแล้ว ถือว่าเป็นเขตแดนของศัตรู… ”
มอร์กาน่า เตือน และ ตอนนี้โลกิ ก็ได้โยนตัวขึ้นไปนั่งบนอานของ ภูติรับใช้แล้ว

“ อืม….งั้นฉันไปล่ะ ”
โลกิ กล่าวพร้อมกับโบกมือลาก่อนจะควบ สีหมอกออกไปตามทางที่ภูติตนนั้นเดินจะทิ้งรอยเท้าลุกไฟ
เอาไว้ตลอดทาง

…………………………………………………………………..
………………………………………..

ภายในพระราชวังแห่งแสง หน้าพระที่นั่งของเทพีอัลคาเซีย เหล่าสัตว์หางทั้ง 10 ตัวซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากทั่วทุกสารทิศ ในฐานะผู้กล้าทั้ง 12  วันนี้เป็นวันในอดีต ที่ตัวข้า ซาจิทาเรียส ได้รับการแต่งตั้งเป็น
12 ผู้กล้า

“ เราขอแสดงความยินดีกับเจ้า ซาจิทาเรียส แห่งภาคีอัศวินขัตติยะ(Royal Order) นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าคือหนึ่งในว่าที่ 12 ผู้กล้า ”
คำชมเชยของ ท่าน สังฆราชเรกกุ ที่มีให้ในวันอันทรงเกรียตินั้น…….พวกเราถึงจะถูกเรียกว่าผู้กล้า
แล้วก็ตามแต่ก็ยังเป็นแค่ ‘ว่าที่’ อยู่ดีการที่กลุ่มผู้กล้าจะสมบูรณ์ได้จำเป็นต้องมีครบทั้ง 12 หาง
เมื่อนั้นพวกเราทั้ง 10 หางจะกลายเป็นผู้กล้าเต็มตัว

12 ผู้กล้า คือกองกำลังของนักรบระดับสูงที่ถูกเลือกให้มาทำภาระกิจสำคัญ ซึ่งเนื้อหาของมันนั้น
คืออะไรก็ยังไม่มีใครในพวกเราทั้ง 10 หาง ล่วงรู้เลย

………………….
ห่างออกไปจากกำแพงเมืองของนครแห่งแสง คือพื้นที่ทำการเกษตรขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นมีสวนแครอท
ของโกตัน (Gothan) แพะสูงวัยผู้ประกอบอาชีพชาวไร่มาหลายปี และกำลังมีปัญหากับการถูกแมลงบุกรุกที่ดิน อันที่จริงเป็นพื้นที่การเกษตรทั้งหมดที่ถูกโจมตีโดยเหล่าแมลงแปลกหน้าที่พักหลังบุกมากันมากมายอย่างผิดปกติ  มือธนูกิ้งก่า ซาจิทาเรียส ผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในภวังค์ของความนึกคิด ท่ามกลางการต่อสู้กับฝูงแมลงสิงโต(Leo Bug)  แมลงขนาดใหญ่ที่มีเขี้ยวและแผงคอกลีบดอกไม้พวกมันมีความดุร้ายสูง นับเป็น
ตัวอันตรายสำหรับสัตว์หางอย่างพวกเรา ในแต่ละปีจะมีหางที่เสียชีวิตจากการถูกพวกมันทำร้าย แต่ก็มีจำนวนน้อยเพราะส่วนมากเป็นนักเดินทาง นั้นเพราะถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันอยู่ทางหุบเขาทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ นครแห่งแสง ซึ่งนับว่าไกลมากกับการที่พวกมันมาโผล่อยู่ที่ ไร่แครอท ของลุงโกตันซึ่งตั้งอยู่ในเขตอาณาจักรแห่งนี้


“ ซาจิ! ระวัง!! ”
เสียงเรียกนั้นทำให้ผมรู้สึกตัว แมลงสิงโตตัวนึงกำลังพุ่งอย่างบ้าคลั่งมาทางนี้ มือซ้ายเลื่อนไปเปิด
ซองลูกธนูที่เหน็บเอวไว้ล้วงเข้าไปแล้วหยิบออกมากำหนึ่ง เล็บเท้าจิกกับพื้นหัวเข่างอลง
3…2….1

“ แมสชอต!!(Mass Shot) ”
พร้อมกับเสียงตะโกน ซาจิทาเรียส ดีดตัวทะยานขึ้นไป แมลงสิงโต ซึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจึงไม่อาจหยุดกระทันหันได้และวิ่งเลยไป  กิ้งก่าหนุ่มตีลังกากลับหัวลงมาเล็งคันศร ไปยังแมลงสิงโต มือซ้าย วางลูกธนูนับ10 ดอกที่กำเอาไว้ ลงไปอย่างบรรจงและง้างมันออก

ลูกธนูทั้งสิบดอกถูกยิงออกมาพร้อมๆกัน โปรยปรายลงมาร่าวกับฝักบัวฉีดน้ำ ลูกธนูทิ่มแทงร่างของ แมลงสิงโตจนพรุน ของเหลวสีเขียวไหลทะลักออกมาจากบาดแผลก่อนที่มันจะล้มแน่นิ่งอยู่ ณ ที่แห่งนั้น


====================Mass Shot===============

“ เหม่อแบบนี้ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ ซาจิ? ”
ทอล พาลาดินหนุ่มผู้เป็นคนร้องเตือนเขาเมื่อครู่ เดินเข้ามาหาหลัง ลงจอดบนพื้นจากการตีลังกา กลางอากาศอย่างปลอดภัยแล้ว

“ แงะ…โทษทีๆ ทำให้ทอมมี่ ต้องมาเป็นห่วงซะได้ น่อ ”
ซาจิทาเรียส พูดพลางเกาหัวแก้เขินไปพลางก่อนจะห รี่สายตาลงหันไปมองยังทิศที่เขาเคยเหม่ออยู่
เหตุผลที่ทำให้เขา รำลึกถึงเรื่องวันที่ถูกแต่งตั้งนั้นคือภาพ ตรงหน้า พื้นดินของไร่สวนท่วมไปด้วยของหลวสีเขียว หรือก็คือเลือดของแมลงสิงโต ซากร่างกายที่เละไม่มีชิ้นดี บ้างถูกฉีกปากขาดออกจากจนถึงหาง
บ้างก็ขาขาด หัวหลุด เป็นการสังหารที่ชวนสะอิดสะเอียน และเหนือสิ่งอื่นใดผู้ที่กระทำมันก็คือ สาวน้อยร่างบอบบางสัตว์หางเผ่าแมว ผู้มีสายตาแข็งกร้าวและใบหน้าที่ดุดันไม่ต่างจากสัตว์ร้าย จนเหลือเชื่อเกินกว่า
จะบอกว่าเธอคือ แมวน้อยแสนน่ารักที่งอลใส่คอย์นเมื่อวาน เธอคือ แชร์คานนักฆ่า(Assassin)แห่งศาสนจักร ที่จริงแล้วแต่เดิมเธอไม่ได้สังกัดกับ ภาคีขัตติยะของเราไม่สิสังกัดเดิมของเธอคือศัตรูกับศาสนจักร กลุ่มนักฆ่าฮัซซันซิน (Hashshashin)  องค์กรที่ก่อตั้งโดยอาชญากรที่ทางศาสนจักรต้องาการตัวมากที่สุดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
ฮัซซัน ไอ ซับบาห์ (Hassan-i-Sabah) ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นสัตว์หางเผ่าใด มีเรื่องเล่ามากมาย เกี่ยวกับฮัซซัน ผู้นี้ บ้างก็ว่าเขาไม่ใช่สัตว์หางแต่เป็นเทพแห่งความชั่วร้าย บ้างก็ว่าเป็นปีศาจอย่างไรก็ตาม ในต้นยุคที่กองอัศวินแห่งศาสนจักรมีความเข้มแข็งมากขึ้น ประกอบกับ **การลงตราลดทอนกำลัง(ปรับสมดุล)** ของเหล่าเทพเจ้าปกครองทั้งหก ทำให้ความสามารถในการลอบสังหารของกลุ่มลดลงไปจนถูกกองอัศวินปราบลงได้ในที่สุด

แชร์คาน เป็นทายาทคนสุดท้ายของกลุ่ม ฮัซซันซิน ตั้งแต่เธอจำความได้ก็ถูกฝึกให้เป็นนักฆ่าจนจิตใจเย็นชาและตายด้าน เมื่อองค์กรล่มสลายลงแล้ว เธอที่ทำเป็นเพียงแต่การฆ่าก็ถูกเล็งผลประโยชน์จากทางศาสนจักร
จึงบรรจุเธอเข้ากองอัศวินขัตติยะ และฝึกให้เธอซื่อสัตย์กับศาสนจักร จะเรียกว่าเธอคืออาวุธมีชีวิตเลยก็ว่าได้ทุกครั้งที่เธอเริ่มการฆ่า เธอจะเปลี่ยนไปแววตาจะดูเย็นชา และเรี่ยวแรงมหาศาลกับความอำมหิตที่ไม่อาจจินตนาการได้จะถูกขับออกมาจากร่างบอบบางของเธอ

ท่ามกลางภูเขาศพของเหล่าแมลง แมวสาวผมบลอน แหงนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสายตาเหม่อลอยและกายชุ่มเลือดสีเขียว ใบหน้าในยามนี้ช่างดูสงบและงดงาม ในสายตาของ เรา ซาจิทาเรียส ผู้นี้เป็นอย่างยิ่งมันให้ความรู้สึกที่หลากหลายทั้งอ่อนโยนทั้งเข็มแข็ง

โฮก!!!!!!!!!
แมลงสิงโต ตัวหนึ่งที่ยังเหลือรอดคำรามเสียงดังก่อนจะโผล่ขึ้นมาบนกองซากศพ ร่างของมันเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ก็ยังคงเรี่ยงแรงและความดุดันเหลืออยุ่มากพอจะฉีกขย้ำ แมวสาวที่ไม่ทันระวังตัว

“ ท่านจะได้พิพากษาประชาชนของพระองค์ด้วยความชอบธรรม และคนยากจนของพระองค์ด้วยความยุติธรรม ” (He shall judge the people with righteousness, and the poor with judgment.)
พระเวท ขับขานถ้อยคำสงบนิ่ง ศรหนึ่งดอกถูกนำออกจากซอง ขึ้นประทับบนคันโก่ง และง้างออกเตรียมแผลงศร ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงแค่พริบตา มานาในธรรมชาติ กลั่นตัวเป็นละอองแสงสีเขียวสด รวมตัวกัน ณ หัวลูกศรจนสุกสว่างราวกับดอกไม้ไฟ โก่งธนูดีดตัวและศรก็ดีดตาม
ลูกธนูซึ่งอาบด้วยมานา พุ่งออกไปเหมือนแสงรวดเร็วฉับไว ทะลวงร่างของแมลงสิงโตจนกลวงโบ๋ในพริบตา


=================Bug Slayer=================

แมวสาวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำถึงการช่วยเหลือของ มือธนูกิ้งก่า มีเพียง หมาป่าดำสหายสนิทของเขาที่เป็นพยานรู้เห็น
“ วรรคมรณะของ ลีโอบัค…ไวเหมือนเคยเลยนะ ”
ทอล กล่าวชมแม้จะเคยเห็นมาหลายครั้งแล้วก็ตามแต่ก็ยังอดทึ่งกับความเร็วของเขาไม่ได้อยู่ดี
แค่เสี้ยววินาที ก็สามารถยิงศรเวทที่บรรจุ วรรคมรณะ หรือ ก็คือบทสวดที่จะกลั่นกรองมานาให้มาป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่จะยิงได้อย่างถูกต้อง สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมี วรรคมรณะนี้ต่างกันไป ความสามารถในการวิเคราะห์วรรคมรณะ ของศัตรูจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ เพรชฆาต(Slayer) อย่าง ซาจิทาเรียส

“ ลีโอบัค ตัวนี้ถิ่นที่อยู่อาศัยคือหุบเขาแห่งสายลมดังนั้นมันจึงอยู่ใต้สังกัดของเทพแห่งลมซันซัน ดังนั้นวรรคมรณะของมันอยู่ในเพลงสดุดีที่ 72 วรรคที่ 2 ถ้ารู้ถิ่นที่อยู่และชนิดของมันการหาวรรคมรณะก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ”

ซาจิทาเรียส พูดพลางลดคันธนูลง แล้วจึงหันไปมอง แชร์คาน ต่อเขายังอยากจะดื่มด่ำกับความงดงามของ เธอต่อแต่ดูเหมือนคงจะต้องผิดหวังเสียแล้ว เพราะคำพูดที่เธอเปรยขึ้นมา

“ คอย์น….. ”
ชื่อของเพื่อนสนิท แมวหนุ่มนักพนันซึ่งสังกัดหน่วยผู้กล้าเช่นเดียวกับเขา เป็นเรื่องเศร้าที่เธอเอาแต่มอง เจ้านั่นจนไม่เคยเหลียวแลความพยายามของตนเลย แม้จะรู้สึกอิจฉาแต่ก็รู้สึกขอบคุณเพราะ คอย์น เป็นคนที่ทำให้เธอ สามารถยิ้มได้และรอยยิ้มของเธอก็คือสิ่งที่เขาชอบมากกว่าอะไรทั้งหมด

“ กลับไปจะขย้ำนายให้เหมือนแมลงพวกนี้เลย…เป็นผู้กล้าแท้ๆแต่ดันทิ้งภารกิจ ฉันขอสาบานเลยจะฆ่านายแล้วเป็นผู้กล้าเอง เหมียว ฟ่อ~~~! ”
ความชื่นชมแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวจนหมดสิ้น บางทีอาจจะดีกว่าที่ไม่ได้ถูกพูดถึงเสียเองนี่ก็เป็นอีกข้อเท็จจริงที่น่าสงสัย เจ้าหนุ่มนักพนันเถลไถลนั่น เป็นกลุ่มผู้กล้าเช่นเดียวกับเขาและทอลแต่ก็เป็นคนที่ไม่เอาการเอางาน หมกมุ่นกับการพนันและชอบทำตัวเรื่อยเปื่อย จนทำให้บ่อยครั้งที่ แชร์คาน

จะเสนอตัวมาทำภารกิจแทน เสียเองทั้งที่เธออยากจะเป็นผู้กล้ามากกว่าใครๆ เพื่อที่จะได้รับใช้ศาสนจักรอย่างมีเกรียติ เธอรับไม่ได้ที่แมวเช่นเดียวกับเธอแถมยังเป็นผู้กล้า จะทำตัวเถลไถลแบบนั้น เธอคงอยากจะปกป้องศักดิ์ศรีของเธอกระมังเรื่องราวถึงได้ออกมาแบบนี้

ขณะนั้นเอง กลุ่มทหารเสือดำจำนวน 15 นาย ที่กระจายกันอยู่รอบๆไร่แครอท ก็วิ่งมารวมแถวกันต่อหน้าพวกเขาทั้งสาม และหนึ่งในนั้นได้เดินออกมาทำความเคารพก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงขึงขังเข็มแข็งสมชายชาติทหาร

“ พวกเราจัดการแมลงสิงโตในไร่ทั้งหมดแล้วครับ! ”
ทอล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชากองร้อยนี้ จึงออกมาตอบรับการรายงานก่อนจะเริ่มออกคำสั่ง

“ เราจะพักที่นี่คืนหนึ่งเพื่อตรวจว่าพวกมันจะบุกมาอีกรึไม่ ให้เตรียมการตั้งค่ายที่นอกไร่ แล้วจัดเวรยามสลับกันทุกชั่วโมง แยกย้ายได้!! ”

เนื่องจากเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงบ่ายแล้ว การยกทัพกลับนครแสง เลยทันทีคงไม่ดีนักหากพวกแมลงยังบุกมาอีก พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งค่ายพักเพื่อจับตาดูต่อจนกว่าจะแน่ใจได้แล้วว่าไม่มีแมลงตัวไหนบุกมาอีกไม่งั้นพวกเขาคงต้องเทียวไปเทียวมาอีกหลายรอบเป็นแน่

……………………………………………………………………..
………………………………………….

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03/02/13 19:52 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Chapter 5 : Prologue to Prologue อารัมภบทของอารัมภบท
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 03/02/13 17:33 น. »
ณ ทุ่งดอกไม้ ในป่าทางทิศใต้ของนครแห่งแสง หรือทุ่งดอกมี้ที่เคยเกิดการต่อสู้กับ สกายบัค
จนถึงตอนนี้มันก็ยังคงถูกทิ้งให้ราบเรียบจนไม่เหลือเค้าเดิมของทุ่งดอกไม้อยู่เลย มีเพียงทรายและดินที่ถูกพลิกหงายขึ้นมาด้วยแรงพายุ เหลือไว้ให้เห็น

ร่างใหญ่ซึ่งหลังโก่งค่อมของ บาบูนเฒ่าขนสีชมพู เดินลอยชายไปมาอยู่บน ทุ่งแห่งนี้เขากำลังคุ้ยหาอะไรบางอย่างเมื่อหาไม่เจอก็จะย้ายไปขุดคุ้ยที่อื่นในทุ่งต่อด้วยพลั่วตักดินที่พกมา

“ ลุงโมสโซลี่(Mossoly) มาทำอะไรหรอคับ ”
เสียงเรียกของเด็ก ทำให้บาบูนเฒ่า สะดุ้งจนถึงกับต้องหันกลับมาถลึงสายตามอง ใบหน้าของบาบูนเฒ่าซึ่งบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธหรือความกลัวที่บอกไม่ถูก ทำให้ นิโค่ ลูกแมวน้อย ที่เป็นเจ้าของคำถามถึงกับผงะถอยด้วยความตกใจ

“ เหวอ!! ผ..ผมขอโทษ!!หวา!!! ”
ด้วยความหวาดกลัว นิโค่ จึงวิ่งหางจุกก้น หนีหายเข้าไปในป่า บาบูนเฒ่าไม่ได้พูดอะไร แต่หันกลับไปขุดคุ้ยต่อ จนเมื่อเขาขุดไปโดนอะไรบางอย่างในดินที่แข็งเอามากๆ เสียจนพลั่วกระทบเสียงดัง บาบูนเฒ่า ทิ้งพลั่วไปทันที แล้วใช้สองมือขุดรอบๆ วัตถุที่แข็งนั้น จนยกมันออกมาได้ในที่สุด มันคือ สกายบัค ที่มีขนาดเล็กกว่าตัวจริงหลายเท่า (Mini Sky Bug)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………
จากนครแห่งแสงลงไปทางทิศตะวันออกฉียงใต้  สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ก่อขึ้นจากหินปูนการออกแบบ
ทรงยุโยปคล้ายกับของมนุษย์ มันคือสนามกีฬาโบราณ หรือ ที่เรียกว่า โคลอสเซียมนั่นเอง


สนามกีฬาแห่งนี้ถูกใช้เพื่อแสดงการต่อสู้ของสัตว์หางด้วยกันรวมไปถึงการสู้กับแมลงหรือพวก
ที่ไม่ใช่สัตว์หางด้วย ไม่ต่างไปจากสมัยโรมันโบราณของมนุษย์เลย แม้แต่การพนันก็ยังตกทอดมาถึงพวกสัตว์หาง สนามกีฬาแห่งนี้เป็นเหมือนบ่อนพนันถูกกฏหมายขนาดใหญ่ เมื่อพูดถึงการพนันแล้ว
ที่นี่จึงเป็นสถานที่โปรดของ คอย์น แมวหนุ่มผู้รักการพนันโดยไม่เกี่ยงว่ามันจะเป็นการเดิมพันชีวิตของนักสุ้ในสนามด้วยก็ตาม
ท่ามกลางฝูงชนที่คลาคร่ำไปรอบ โคลอสเซียม แมวหนุ่มได้ล่อลวง หมาป่าแดงเรจิ มากับเขาด้วย

“ ลูกพี่วันนี้ผมจะพาลูกพี่ไปรู้จักการเล่นสนุกๆอย่างหนึ่งล่ะสนใจไหมเอ่ย ”
คอย์น พูดเสียงหวานใส่โดยมีจุดประสงค์จะล่อลวง เรจิ ผู้ไร้เดียงสาในการพนันของตน

/ฮี่ๆ ลูกพี่น่ะเก่งขนาดล้มกษัตริยามาแล้ว แถมความเก่งกาจของลูกพี่ยังมีอีกเยอะฉันรู้ดี แต่สภาพภายนอกที่เป็นหมาน้อยน่ารักไร้เดียงสาแบบเด็กๆนี่ล่ะที่จะดึงให้พวกเซียนพนัน แห่ไปเล่นอีกข้างส่วนเราก็ลงแทงข้างลูกพี่สุดตัวไปเลย แล้วพอลูกพี่ชนะในการต่อสุ้เราก็กินเรียบแหมเพอเฟค ซะไม่มีอะไรมันจะง่ายปานนี้กันนะ/

ความคิดเจ้าเล่ห์อุบัติขึ้นราวกับมารร้ายดลใจ คอย์น พยายามตะล่อมให้ เรจิ เข้าไปสมัครลงแข่งต่อสู้ในโคลอสเซียมจนเป็นที่สำเร็จ พร้อมกับไปซื้อเอาตั๋วพนัน ข้างเรจิ แบบทุ่มหมดตัว
ก่อนจะพามารอที่ ทางเข้าสนามของนักกีฬา โดยมีเสือดาว เป็นผู้จัดการคิวการแข่ง

“ ลูกพี่เดี๋ยวรออยุ่ตรงนี้ซักแปปนะแล้ว ลุงเสือดาวตรงนั้นจะเรียกให้ลูกพี่เข้าไปเล่นข้างในชนะให้ได้นะเพื่อผมด้วย ”
คอย์น พูดพร้อมกับตบไหล่หมาป่าแดงเบาๆ ซึ่งเจ้าตัวก็ยังทำตาใสไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะนึกว่าจะได้เข้าไปเล่นสนุกตามที่บอกจึงรับคำโดยไม่กังวลแต่อย่างใด

“ อื้อ! มันสนุกมากๆเลยใช่ไหมอ่ะ คอยน์ ”
“ อื้อสนุกสิ…. ”/สำหรับผมนะมันจะสนุกมากเพราะลูกพี่กำลังจะทำเงินก้อนโตให้ผมเลยทีเดียวเชียวล่ะ/
คอย์น ยิ้มหวานให้ก่อนจะถอยออกมาหลังจาก ส่งเรจิ แล้ว

“ งั้นผมจะไปรอดูตรงที่นั่คนดูน้า~~~ ”
คอย์น โบกมือให้ก่อนจะรีบโกยอ้าวไปขึ้นบันไดฝั่งที่นั่งคนดูทันที ทิ้งให้ เรจิ ยืนรอเวลาเข้าไปละเลงเลือดในสนามเพียงลำพัง
หลังจาก คอย์น ขึ้นไปได้ซักพักก็มีเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม ออกมาจากสนามมันดังมากเสียจนทุกตัวที่อยู่รอบโคลอสเซียม อดให้ความสนใจไม่ได้ แม้แต่ตัว คอย์น เองที่ขึ้นไปบนที่นั่งแล้วก็ยังสงสัย และหันไปมองในสนาม ดวงตาของเขาเบิกโผลง ก่อนจะร้องเสียงหลง
“ เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!! ”
คอย์น กรีดร้องตัวสั่นหงึกๆเป็นลูกนกเลยทีเดียวเมื่อเห็นทีมที่เข้ามารอในสนามแล้ว ซึ่งเป็นทีมที่จะต้องเจอกับ เรจิ นั่นเอง เป็นทีม 3 หาง ประกอบด้วย เสือดาวร่างกำยำแบกดาบยักษ์กวัดแกว่งไปมา และ เสือดำอีก2 ตัวซึ่งดูเหมือนจะเป็นพลหอก

“ รอบนี้อย่างกับหวยล็อคแน่ะ เจอทีมสามทหารเสือที่เป็นแชมป์ครั้งที่แล้วแบบนี้เป็นใครๆก็เสร็จหมด ”
“ อย่าว่าอย่างโง้นอย่างงี้เล้ยยย ตั๋วพนันทีมสามทหารเสือ น่ะหมดเร็วซะจนพิมพ์แทบไม่ทันด้วยซ้ำ ”
“ งวดคนซื้อตั๋วอีกฝั่งคงเงิบกันหมด ”
“ บ้าสิแก! ใครมันจะโง่ไปซื้ออีกฝั่งฟระเป็นข้านะ ทิ้งตั๋วแล้วซื้อใหม่ฝั่งนี้ดีกว่าอีก ฮ่าๆๆๆ ”

เสียงพูดคุยจากหมู่ผู้ชมรอบตัว คอย์น ยิ่งเป็นการตอกย้ำเข้าไปเสียอีก แมวหนุ่มถึงกับหน้าซีดเผือด

/ไม่ได้การแน่ๆ ถึงจะเป็นลูกพี่ก็เถอะ(แถมลงสนามแบบไม่รู้เรื่องด้วย) แต่อีกทีมเป็นแชมป์งานแข่งใหญ่ปีที่แล้วแบบนี้ แล้วทีมลูกพี่ที่สมัครไปรู้สึกจะเป็นทีมมั่วๆที่จับแพะชนแกะอีก งานนี้ซวยแล้ว~~~/

………………………………………….

ที่ด้านนอก โคลอสเซียมท่ามกลางฝูงชน โลกิ ซึ่งปลอมตัวด้วยการสวมเสื้อคลุมมีฮู้ด ปิดหัวกำลังเดินลอยชายด้วยสีหน้าเซ็งๆ

/เพราะพระอาทิตดันขึ้นซะก่อนจะถึงถนน เลยต้องเดินเท้าเองมาถึงนี่เลยเหนื่อยชะมัด/
ขณะที่ คิดเรื่อยเปื่อย อยู่นั้นเองลิงน้อยถึงพึ่งรู้สึกตัวว่ากำลังเดินอยู่หน้า โคลอสเซียม

“ หืมที่นี่มัน โคลอสเซียมหรอ? ”
โลกิ เปรยความคิดต่างๆในหัวกำลังถูกประมวลออกมาอย่างรวดเร็ว

/จริงสิ ที่นี่ถ้าจำไม่ผิดจะมีพวกยอดฝีมือหรือไม่ก็พวกทหารที่กองทัพส่งมาเข้าร่วมชิงชัยลงสนามต่อสู้ด้วยนี่นะ บางทีถ้าร่วมลงแข่งด้วยอาจจะประเมินความสามารถโดยรวมของ ศาสนจักรได้ อย่างน้อยก็มีของฝากกลับไปให้ มอร์กาน่า ล่ะน่ะ/

“ นี่แกรู้ป่าวทีมแชมป์ครั้งที่แล้วลงแข่งวันนี้ด้วยนะไปดูกันป่าว!? ”
เสียงพูดคุยของสัตว์หางคู่หนึ่ง ที่เดินผ่านไปสร้างความสนใจให้กับเขายิ่งขึ้นไปอีก

/ทีมแชมป์ครั้งก่อนงั้นเหรอ? น่าสนุกนี่ขอดูหน่อยเถอะ ครึ่งปีมานี่พวกมันแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนกันนะ/

“ อ้าว เฮ้ยเดี๋ยวแกจะหนีเรอะ!! ”
เสียงตะโกนดึงให้ โลกิ หลุดจากห้วงความคิดและหันไปมองยังทิศของเสียง เป็นหมาป่าขนสีเขียว ที่กำลังหัวเสียใกล้กันนั้นมีหมาป่าขนสีแดง ยืนมองอย่าง งงๆ ลิงน้อยเดินดุ่มๆเข้าไปอย่างไม่ลังเล

“ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ ”
โลกิ ยิงคำถามใส่ทันที

“ ก็เจ้านั่นมันเป็นหางของทีมเราน่ะสิ แต่พอได้ยินว่าต้องสู้กับทีมแชมป์มันก็โกยแนบไปเลย ”
หมาป่าเขียวหันมาตอบ

/ก็หมายความว่าถ้าได้ลงทีมนี้จะได้ประมือกับพวกนั้นสินะ/ โลกิ คิดในใจ
“ อ๊า ทำยังไงดี~~ อีกตัวก็เป็นหมาป่าที่ดูจะพึ่งพาอะไรไม่ได้อีก ถ้าลงไปเจอกันแบบ 3-2 ได้ตายหยังเขียดแหง ”
หมาป่า เขียวยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ
“ งั้นขอฉันร่วมด้วยสิ..ได้ใช่ไหมล่ะ ”
โลกิ เอ่ยปากเสนอตัวเข้าทีมด้วยทันที แม้จะยัง งงๆอยู่บ้างแต่หมาป่าเขียวก็รับคำทันทีเพราะต้งได้ตัวสมาชิกมาให้ครบ3 หางให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันการแข่ง
“ อ..อืม ”
……………………………………………………..
……………………

ที่ไร่แครอท

ฝูงแมลงสิงโต ระลอกใหม่บุกมาถึงแล้วและกำลังเข้าปะทะกับกองกำลัง ของพวกทอล อย่างดุเดือด

“ มาจากไหนกันเยอะแยะแบบนี้เนี่ย ”
ซาจิทาเรียส สบถขณะกำลังวิ่งหนีจากการถูกฝูงสิงโตไล่งับ พวกมันตามติดเสียจนเขาไม่มีเวลาง้างลูกศรเลย

“ ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ พระอาณาจักรจงมาถึง .....  ”( Our Father , in heaven , holy be your name ; your kingdom come .....)

=====================Cross Impact========================
สิ้นคำ ร่างของหมาป่าดำ ก็ตกลงสู่ใจกลางของฝูงสิงโตที่กำลังไล่กวด ซาจิทาเรียส อยู่ดาบคู่ในมือ
อาบไว้ด้วยแสงสว่างเจิดจ้าจากการกลั่นมานา มาสะสม

ตูมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!!!!!!!

 เมื่อฟาดมันลงบนพื้นก็เกิดแรงสั่นไหวราวกับแผ่นดินสะเทือน แสงสว่าง จากคมดาบแผ่ขยายออกเป็น
รูปกา กบาทสีขาวแผดเผาฝูงแมลงจนพากันล้มระเนระนาด

“ ตอนนี้แหละ ซาจิ! ”
ทอล ตะโกนให้จังหวะ มือธนูกิ้งก่า ชะลอฝีเท้าลงแล้วหันกลับมามือซ้ายเปิดซองลูกธนูแล้วหยิบมันออกมา
หนึ่งกำมือมี แปดดอก เขาตั้งคันธนูขึ้นเหนือหัวและหันหัวลูกดอกชี้ฟ้า

“โอ ข้าแต่พระเจ้า ขอประทานความยุติธรรมของพระองค์แก่กษัตริย์ และความชอบธรรมของพระองค์แก่ราชโอรส ”( Give the king the judgments, O God, and the righteousness unto the king's son.)[ 72:1]
พระเวทถูกกล่าวขานขึ้นอย่างรวดเร็วและชัดเจน มานาในธรรมชาติถูกกลั่นกรองเป็นประกายแสงสีเขียวสดด้วยบทสวดและหลั่งไหลมารวมกัน ณ หัวลูกศรทั้งแปดดอก จนสว่างไสวเจิดจ้าและยังคงสว่างขึ้นเรื่อยๆ

“ ท่านจะได้พิพากษาประชาชนของพระองค์ด้วยความชอบธรรม และคนยากจนของพระองค์ด้วยความยุติธรรม ” (He shall judge the people with righteousness, and the poor with judgment.)
แสงสว่างสีเขียวขจี แผ่รัศมีแสงของมันอย่างยิ่งใหญ่ ยามเมื่อบทสวดจบลง นิ้วซึ่งง้างโก่งธนูกับลูกธนูทั้งแปดไว้ก็คลายตัวออก ลูกศรทั้งแปดทะยานขึ้นสู่ท้องรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบและแตกกระจาย
ลงมาฟาดฟันใส่ แมลงสิงโตทั้งฝูงให้ได้รับความบอบช้ำ

=================All Bug Slayer==================

แมลงสิงโตที่ถูกศรสายฟ้าฟาดของ ซาจิทาเรียส ไปนั้นจะเหลือธนูปักอยู่กลางหลัง แม้อานุภาพทำลายล้างจะรุนแรงแต่พวกมันก็ยังไม่สิ้นลม ยังเหลือเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นมาทำร้ายได้ มือธนูกิ้งก่า ไม่รอช้าในช่วงจังหวะที่
พวกมันยังไม่ฟื้นตัวนั้นเอง เขาก็ได้แผลงศรออกไปยิงใส่พวกมันที่เหลือทั้งหมดรอบๆไร่แครอท จนแมลงสิงโตทุกตัวใน ไร่แห่งนี้ถูกลูกดอกปักไว้ทั้งหมดแล้ว

ซาจิทาเรียส ยกคันศรขึ้นเสมอ คอของเขา แล้วจึงตั้งสมาธิ ร่ายบทสวดต่อทันที มานาจำนวนมากถูกกลั่นกรองออกมากระจุกกันอยู่เหนือไร่แครอท มันคละคลุ้งราวกับหมู่เมฆสีขาว 

“ นามของท่านจะดำรงอยู่เป็นนิตย์ ชื่อเสียงของท่านจะยั่งยืนอย่างดวงอาทิตย์ คนจะอวยพรกันเองโดยใช้ชื่อท่าน ประชาชาติทั้งปวงจะเรียกท่านว่าผู้ได้รับพระพร!! ”
( His name shall endure for ever: his name shall be continued as long as the sun: and men shall be blessed in him: all nations shall call him blessed.) [72:17]

เมื่อบทสวดจบลง มือข้างที่ถือคันศร ก็สะบัดออกอย่างรวดเร็ว

เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!

ตามมาพร้อมกันกับสายฟ้าฟาดที่กระจายออกมาจากกลุ่มเมฆมานา สายฟ้าทั้งหมดถูกปลายของลูกธนูที่ปักอยู่บนตัวของแมลงสิงโต ดึงดูดเอาไว้
สายฟ้าทั้งหมดผ่าลงบนร่างของพวกมันและเผาจนไหม้เกรียมเสียทุกตัว


=================All Slain===================

“ ภารกิจเสร็จสิ้น ฟู่~~~~ ”
ซาจิทาเรียส ถอนหายใจ พร้อมกับใช้มือขวาปาดหยาดเหงื่อ ออกจากใบหน้า เมื่อแมลงสิงโตทั้งฝูงไหม้เกรียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกตัวจึงวางมือจากการต่อสู้ จนเผลอไม่ทันระวัง แมลงสิงโตตัวหนึ่งที่ยังเหลือรอดจากการถูกสายฟ้าเผามาได้

“ เฮ้! ทางนั้นเหลืออยู่อีกตัวนะ ”
แชร์คาน แมวสาวร้องพร้อมกับชี้ไปยัง แมลงสิงโต ที่กำลังจะหนีออกไปจากไร่ ทุกหางพากันตกใจ
แต่ด้วยความที่ลดอาวุธลงกันหมด กว่าจะทันตั้งตัวให้พร้อมจู่โจมได้มันก็หนีออกไปเสียแล้ว

“ แย่ล่ะสิ ทางนั้นมัน ทิศที่ไปโคลอสเซียม นี่ ” ซาจิทาเรียส พูด
“ พลทหารพวกนายเฝ้าที่นี่ไว้ ซาจิ แชร์คาน ไปกับฉันรีบตามไปเร็วเข้า! ”
ทอลออกคำสั่งก่อนจะออกนำ ทั้งสองตามล่าไปทันที


…………………………..
………………………………………………………………..
ณ โคลอสเซียม

บัดนี้ การต่อสู้แบบ 3 ต่อ 3 ได้เริ่มขึ้นแล้ว ระหว่างทีม สามทหารเสือ ที่ประกอบด้วยเสือดาวและสองพลหอกเสือดำ กับอีกทีม ที่มี หมาป่าหนุ่มสองตัวและลิงอีกตัว การประชันกันระหว่างทีมแชมป์กับทีมเฉพาะกิจซึ่งคนดูก็มีเชียร์ทีมแชมป์กันทั้งนั้น เพราะการลงพนันขันต่อที่พากันทุ่มแทงฝั่งแชมป์ จนหมด
หน้าตักกันนั่นเอง

บนอัฒจันทร์ มีอยู่จุดหนึ่งที่เป็นที่นั่งจัดเตรียมไว้อย่างเป็นพิเศษ สำหรับหางสำคัญ หางนี้เป็นนกอีกาวัยกลางคน สวมใส่สูทสีขาวซึ่งขัดกับขนสีดกดำของตน ลักษณะท่าทางแบบผู้ดี รอบกายมีแต่บริวาร รายล้อม คอยบริการน้ำดื่มและความสะดวกให้ นอกจากนี้ที่ข้างๆนั้นเองแม่ทัพเหยี่ยว อิทารุส ผู้นิ่งขรึมก็มาร่วมดูการต่อสู้ด้วย ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่ม อีกา ผู้นี้ได้เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

“ สวัสดีสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่านกระผม เซอร์ คามิโอ กินนัมกาแกป (Sir. Camio Ginnungagap) วันนี้ได้รับเกรียติให้มาเป็นผู้เปิดการแข่งขัน จากนี้ไปงานฉลองละเลงเลือด อันแสนดุเดือดก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้วให้นักสู้ทุกท่านต่อสู้กันอย่างออกรสออกชาติล่ะเน้อ ว่าแล้วก็ 3 2 1 เริ่มได้!  ”
นกอีกา ตนนั้นกล่าววาทะด้วยเสียงแหลมสูงก่อนจะดีดนิ้วเปราะเป็นสัญญาณเริ่ม ระฆังสัญญาณถูกตีเพื่อเปิดการต่อสู้



“ เฮะๆวันนี้มีแต่เด็กๆทั้งนั้นเลย รู้สึกกระชุ่มกระชวยดีชะมัด เฮ้ย! เจ้าห้อยไปจัดการเจ้าลิงนั่นซะ ส่วนเจ้าโหนมากับข้าไปเก็บหมาเขียวก่อน หมาแดงนั่นมันดูเอ๋อๆค่อยจัดการทีหลัง ”
เสือดาว สั่งเสียงเหี้ ยมก่อนจะพาลูกน้องเสือดำตัวหนึ่งเข้ารุม หมาป่าเขียวที่กำลังตั้งท่าสู้
น่าเศร้า ที่เพียงแค่อาวุธซึ่งแตกต่างกันก็สร้างความต่างชั้นกันเสียแล้ว หมาป่าเขียวมีเพียงดาบเหล็กบิ่นๆกับโล่ไม้ผุๆอย่างละอันเท่านั้น

เสือดาวฟาดดาบโค้งคู่ใจลงไปในคราเดียว โล่ไม้ผุๆของหมาป่าเขียว ก็ขาดเป็นสองซีกในทันที
เพียงเท่านั้นเสียงเชียร์ก็ดังกระหึ่มอัฒจันทร์ หมาป่าเขียวพยายามโต้ตอบด้วยการแกว่งดาบบิ่นๆของตนใส่
แต่เสือดาวก็เพียงแค่เอี้ยวตัวหลบก็ทำให้เขาฟันวืดจนเสียหลักไปตามน้ำหนักของดาบ

เสือดาวแสยะยิ้มให้กับความอ่อนหัดของหมาป่าตัวนี้ ก่อนจะซัดหมัดเข้าไปที่ท้องของมันอย่างแรงจน
ทรุดเข่าลงไปนอนคู้ตัวด้วยความจุกอยู่บนพื้น เสือดำที่มาด้วยกัน ใช้เท้าเตะดาบในมือของเขาทิ้งไปทันที
ตอนนี้หมาป่าเขียวหมดสภาพแล้วไม่อาจจะป้องกันตัวได้อีก ก็ได้ถูกเสือดำ จับตัวขึ้นแล้วใช้แขนทั้งสอง
ล็อคปีกแขนเอาไว้

สองเสือ หันหน้าไปยังอัฒจันทร์ ที่ๆ เซอร์ คามิโอ ประทับมองการต่อสู้นี้ราวกับจะรอสัญญาณอะไรบางอย่าง
เซอร์คามิโอ ยิ้มเล็กยิ้มน้อย ก่อนจะยื่นมือ ออกมาแล้วกำมือพร้อมชูนิ้วโป้งขึ้น

หมาป่าเขียว รู้ตัวดีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นจึงพยายามร้องขอชีวิตทั้งน้ำตา นั่นทำให้ อีกาดำผู้นี้ยิ้มอย่างเปรมปรี และหันนิ้วโป้งลงอย่างไม่ลังเล เมื่อได้รับอนุญาติแล้ว เสือดาวไม่รีรอ แต่อย่างใด
เลือดกำลังไหลบ่าท่วม……………………………ท่วม……………………..ท่วมอัฒจันทร์
เลือดกำเดาของเหล่าแม่ยก…เอ่อน่าจะใช่นะ (= =’) เมื่อเสือดาว ก้มลงประกบริมฝีปากของตนกับหมาป่าเขียว

ซรู้ดดดดดดดดด จ๊วบบบบบบบบบบบ!!!!!
กรี๊ดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!

เสียง Deep Kiss อันดูดดื่ม และเสียงกรี้ดโทนสูงของเหล่าหางเพศเมีย บนอัฒจันทร์ดังผสมปนเปกันจนฟังไม่รู้เรื่อง

/เย้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!/
โลกิ กรีดร้องอยู่ในใจ ทันทีที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ตนกำลังติดพันกับการ ยื้อแย่งหอกของเสือดำอีกตัวที่แยกมาสู้กับตน

ที่บนอัฒจันทร์นั้นเอง แม่ทัพอิทารุสที่ดูอยู่ ก็ถึงกับหน้าถอดสีชนิดรับไม่ได้กันเลยทีเดียว

“ ข้าไม่ทราบว่าท่าน เซอร์ คามิโอ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรกับงานกีฬาการต่อสู้มันถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้? ”
เหยี่ยวหนุ่ม เปรยเสียงระอา ตัวเขาเองก็ทราบดีอยู่แล้วว่า นิสัยของ อีกาผู้นี้เป็นอะไรที่ไว้วางใจไม่ได้เอาเสียเลย ทั้งชอบเล่นแผลงๆและอารมณ์ที่ไม่เอาแน่เอานอน

“ แหมๆ ก็ถ้าให้สู้กันเลือดตกยางออกแบบสมัยก่อนมันก็หมดสนุกน่ะซี่แถมยังขัดกับหลักศาสนจักรด้วยไม่ใช่รึไง เพราะงั้นฉันก็เลยเปลี่ยนให้มันซอฟท์ลงมาหน่อยน่ะ แล้วแบบนี้ก็ขายตั๋วเข้าชมได้ดีกว่าด้วยถึงจะลำบากตรงเรื่องการทำความสะอาดอัฒจันทร์ เพราะเลือดมันมาลงตรงนี้หมดเลยก็เถอะน้า~~~  ”

อีกาดำ พูดไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใดพลางยกแก้วน้ำชาขึ้นดื่ม

“ ถ้างั้นข้าขอตัวล่ะ…คงทนดูอะไรแบบนี้ไม่ได้ ”
แม่ทัพเหยี่ยวรีบปลีกตัวบินหนีออกไปจากอัฒจันทร์ทันที

“ หึ…จริงจังตลอดเวลาเชียวน้าคุณนี่ ถ้าทำตัวแบบนั้นระวังจะโดนปีศาจสิงเอาได้นะขรับ ”
อีกาดำ เปรยเสียงเรียบก่อนจะหันกลับไปดูการต่อสู้ในสนามต่อ ซึ่งตอนนี้ หมาป่าเขียวสลบไปแล้วหลังจากการ..(เซ็นเซอร์)…

ขณะเดียวกัน คอย์น ที่ยืนดูอยู่บนอัฒจันทร์เช่นกัน ก็ลุ้นตัวโก่งเพราะตอนนี้โอกาสรอดของลูกพี่เขาคงริบห รี่แล้ว

“ ขอโทษนะลูกพี่แต่ซิงลูกพี่คงจะต้องเผชิญเรื่องน่าเศร้าเสียแล้วล่ะ ”(T_T)
คอย์น เปรยอย่างสิ้นหวัง จนไม่ได้สังเกตุ ท่าทีที่เปลี่ยนไปของหมาป่าแดงเลย
ที่ในสนามนั้น หลังจากหมาป่าเขียว ฟุบลงไปแล้ว เรจิ ก็ยังนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น ไม่ได้แสดงออกถึงท่าทางสนุกสนานเหมือนตอนเข้ามาในตอนแรก

“ หมาตัวที่สองข้ายกให้แกละกัน ” เสือดาว กล่าวพลางชี้ไปยัง เรจิ
“ ได้เลยคร้าบบเฮีย แฮ่กๆ ” เสือดำรับคำทันทีพลางปาดน้ำลายที่ไหลจากปากออก

/ไม่ได้การแน่ ขืนปล่อยไว้แบบนี้อีกอย่างเจ้าพวกนี้ไม่เห็นมันจะเก่งตรงไหนเลย ศาสนจักรคงเพี้ยนไปแล้ว รีบๆจัดการให้จบๆเลยดีกว่า/
โลกิ คิดในใจเขาไม่คาดหวังกับการต่อสู้บ้าๆนี่อีกแล้ว และเตรียมจะจัดการเสือดำที่อยู่ตรงหน้า

“ ราชาผู้หลับไหลในศิลาหิน ผู้ผูกพันด้วยพันธะ ข้าขอน้อมรับชัยชนะตามคำสัตย์ของท่าน….. ”
  มานาถูกกลั่นกรองออกมาและสร้างรอยกระเพื่อมของมิติ ดาบสีทองหนึ่งคู่ ไหลเทลงมาปักพื้นต่อหน้า
หมาป่าแดง

==========Divinity Sword==========

สิ่งนั้นทำให้ดวงตาของ โลกิ เบิกโผลงด้วยความตกตะลึง เขารู้จักการอัญเชิญดาบแบบนั้นดี
/นั่นมัน Divinity Sword ของกษัตริยานี่ ทำไมถึง…?/
คำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ เขามั่นใจว่ากระบวนท่านี้ไม่มีผู้ใดบนพิภพนี้แล้วที่จะเลียนแบบได้
มันเป็นอาวุธที่มีเพียงบุตรแห่งแสงสว่าง ที่ได้รับอนุญาติให้ใช้มัน แต่หมาป่าตัวนี้กลับเรียกมันออกมาได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12/02/13 15:10 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: [Fic] Tails Apocalypse: Up Chapter 4: Light City
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 03/02/13 17:33 น. »

เรจิ ชักเอาดาบทองคำที่ปักอยู่บนพื้นขึ้นมาถือไว้ แววตาเปลี่ยนเป็นคมเกล้าดุดันเยี่ยงนักล่า ราวกับสุนัขที่ถูกแรงกดดันจากการต้อนจนมุมจนเกิดฮึดสู้ ขึ้นมา

“ มันเสกดาบออกมาได้ล่ะเฮีย ”
เสือดำ กล่าวแสดงความประหลาดใจกับสิ่งที่ เรจิ กระทำต่อหน้าผู้คนทั้งอัฒจันทร์ แม้แต่ เซอร์ คามิโอ เองก็ยังอดมองอย่างสนอกสนใจมิได้

“ ฮึ น่าสนุกนี่แบบนี้ค่อยหายเหงามือหน่อย ข้าจะได้แสดงฝีมือจริงๆซักที!!! ”
เสือดาว ยิ้มกระหยิ่มแสดงความลำพองใจของตน ก่อนจะวิ่งแซง เสือดำ เข้าไปหา เรจิ ตรงๆ
ดาบยักษ์ของมัน ง้างขึ้นหมายจะผ่าร่างของหมาป่าแดง

“ ข้าขอกล่าวภาวนาอย่างนอบน้อมต่อ มหาวงแหวนทั้งเจ็ดแห่งสรวงสวรรค์  โรห์ เอียส สามในเจ็ดของ
เจ้าจงมาปกปักพิทักษ์ข้า ”
เรจิ กล่าวบทร่ายแห่งมนตราออกมา พลันมานาในธรรมชาติก็ได้กลั่นตัวออกมารวมกันปรากฏเป็นเส้นวงรี
สามวงหมุนควงไปมา รอบตัวของเขา กลายเป้นเกราะป้องกันที่รับเอาดาบของ เสือดาวไว้ได้โดยไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย
 
==============Repel==============

“ เรียกใช้ โรห์ เอียส ได้ด้วย?! หมาป่านั่นเป็นใครกัน? ”
โลกิ เปรยอย่างทึ่งๆ ก่อนจะจัดการเสยคางเสือดาวที่สู้อยู่กับตนลงไปนอนในหมัดเดียว
แล้วจึงหันมาจับตาดูการต่อสุ้ของเรจิ อย่างสนอกสนใจแทน ทั่วทั้งอัฒจันทร์เองก็ไม่ต่างกัน เสียงเชียร์ที่เคยดังกึกก้องและเสียงกรี้ดฟินกับความวาย(- -‘)ของคู่แรก ได้เงียบลงเงียบสนิท ชนิดแทบจะไม่มีสุรเสียงใดๆ
ดังขึ้นมาอีกเลย

“ เกราะป้องกันรึเอานี่ไปชิม! ”
เสือดาว สบถพร้อมกับออกแรงกดดาบโดยเบี่ยงวิถีดาบเล็กน้อย ใบดาบขนาดใหญ่กำลังถลำกินเนื้อเกราะเวทย์ของเขาทั้งที่ไม่ได้ใช้พลังเวทย์หรืออะไรเสริมให้กับดาบเลย แต่เกราะป้องกันกำลังร้าว

/ อาเมอร์ เบรค วิชาสำหรับทะลายปรากการหรือการป้องกันเป็นเทคนิกสำหรับดาบโดยเฉพาะเลย
รูปร่างของใบดาบและการโจมตีโดยการเพิ่มแรงกดลงไปทำให้เกราะป้องกันรับภาระอยุ่ที่จุดๆเดียวจนปริแตกออก /
โลกิ คิดในใจระหว่างที่มองดูการต่อสู้นี้เขาถึงรู้ซึ้งถึงฝีมือของนักรบเสือเหล่านี้ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่เก่งกาจ
แต่เป็นเพราะการบริหารจัดการบ้าๆบางอย่างที่เกิดกับสนามแห่งนี้ ทำให้การต่อสู้กลายเป็นความบันเทิงไปเสียมากกว่า


=====================Armor Break==================

เพล้ง!!~~~~~
วงแหวนป้องกันของ เรจิ แตกกระจายเป็นเสี่ยงและสลายหายไปในทันที ดาบเล่มใหญ่ของเสือดาว ที่โน้มฟันกดเกราะป้องกันจนถึงเมื่อครู่เกือบจะสัมผัสถูกหัวของ เรจิ เสียแล้วหากเขาไม่ยกดาบคู่ขึ้นมารับมันเอาไว้
ทั้งสองกำลังวัดแรงกันด้วยการยันดาบใส่กัน ทว่าแรงอันน้อยนิดของหมาป่าวัยหนุ่ม หรือ จะต้านทานแรงช้างสารของเสือดาวผู้ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนได้ ดาบคู่ของเรจิ กำลังถูกดันกลับจนต้อง
ทรุดเข่าข้างนึงลงกับพื้นเพื่อต้านยันมันเอาไว้

กรอดดดด!!!!

หมาป่าแดงขบฟันคำรามเสียงเกรี้ยวกราด แม้แต่ คอย์น ก็ยังไม่อยากเชื่อว่า หมาป่าแดงผู้ไร้เดียงสาราวกับเด็กเล็กๆ จะแสดงสีหน้าและท่าทางดุร้ายเยี่ยงนี้ได้

การประชันดาบของทั้งคู่ยืดเยื้อยาวนานเสียจนทั้งผู้ชมและแม้แต่ทั้งคู่ที่กำลังวัดพลังกันนั้นยังต้องลุ้น
ตัวโก่ง ทว่าดาบคุ่ของ เรจิ ก็ยังไม่หยุดลดระดับลงอย่างไรเสียเรี่ยวแรงที่ต่างกันคือข้อเท็จจริง ที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้ เสือดาวกำลังยิ้มอย่างลำพองใจ จนกระทั่ง

เสียงประหลาดที่ฟังคล้ายกับ เหล็กกับหลอมละลายดังระรัวขึ้น ดาบของเสือดาว มันกำลังถูกดาบคู่ของ
หมาป่าแดง ฟันถลำกินเนื้อใบดาบเข้าไป ราวกับดาบของตนเป็นเพียง เนยแข็งที่กำลังกดใส่มีดหั่นอัน
คมกริบ ต้นเหตุแห่งความคมไร้ที่ติคือ ออร่าสีดำที่แผ่พุ่งออกมาจากใบดาบทองคำของ เรจิ


==================Dark Edge=====================

กระบวนท่าซึ่งรวบรวมมานา มาไว้ที่คมดาบจนเกิดเป็นไฟโลกัณฑ์ที่เจาะทะลวงทุกการป้องกัน
นั่นหมายถึงมันเป็นดาบที่ตัดได้ทุกสิ่งนั่นเอง และตอนนี้มันได้บั่นดาบของเสือดาว หักเป็นสองเสี่ยง

ด้วยการที่ออกแรงกดดาบในขณะที่ดาบหักจึงทำให้ ตัวเสือดาวเสียหลักลื่นล้มไปตามแรงเหวี่ยงกดของดาบ
 เสือดำผู้เป็นลูกน้อง เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งตรงเข้ามาหมายจะแทงหอกใส่หมาป่าแดง

ทว่าหมาป่าแดง ได้ควงดาบให้ใบดาบหันชี้ลงกับพื้นก่อนจะออกแรงสะบัดดาบอย่างรวดเร็ว
ทุกการสะบัดนั้นจะสร้างแรงเสียดสีกับอากาศ จนเกิดเป็นคลื่นสุญญากาศพุ่งออกไปเชือดเฉือน
เรจิ สะบัดมันออกไปนับสิบๆครั้งในเวลาเสี้ยววินาที คลื่นสุญญากาศอันคมกริบ ถาโถมใส่เสือทั้งสอง
ดั่งพายุใบมีด

==========Blade Song=========

เมื่อเพลงดาบของ หมาป่าแดงจบกระบวนท่าลง ทั้งเสือดาวและเสือดำ ต่างล้มฟุบหมดสภาพโดยที่
ขนบนตัวถูกโกนจนเกลี้ยงเกลาเป็นเสื้อโล้นไปเสีย

นับเป็นชัยชนะที่สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ชมเป็นครั้งประวัติการ อัฒจันทร์กระหึ่มไปด้วยเสียงโต้ตอบทั้งประหลาดใจทั้งโกรธทั้งหัวเสียกับผลการพนันที่พลิกล็อคถล่มทลาย

“ ล….ลูกพี่ชนะ….ถ้างั้นห็หมายความว่า… ”
คอย์น พูดเสียงสั่นๆ สมองของเขากำลังประมวลผลลัพธ์ออกมาอย่างรวดเร็ว คอย์น ซื้อตั๋วพนันมูลค่ารางวัล หนึ่งหมื่นกิลมา 3 ใบถ้าชนะจะได้รางวัลเป็นสองเท่า บวกเพิ่มกับโบนัส จากการชนะพลิกล็อก อีก 10เท่า

“ สามหมื่นคูณสอง แล้วก็คูณเข้าไปอีกสิบ….ห…ห….หกแสนกิล …”($_$!)
ดวงตาของแมวหนุ่ม เปล่งประกายรัศมีจับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่กำลังตื่นเต้นกับมูลค่าเงินรางวัลที่จะได้อยู่นั่นเอง ประตูทางสนามต่อสู้ ก็ได้ปลิวข้ามจากอีกฝั่งมาตกหน้าอัฒจันทร์ฝั่งที่เขา ยืนดูอยู่

โฮกกกก!!!!!!!!

เสียงคำรามอันกึกก้องนี้ส่งให้ทั้งอัฒจันทร์เงียบเสียงลง สายตาทุกคู่ล้วนจับลงไปยังสนาม ที่บัดนี้นอกจาก คู่ต่อสู้ทั้งสองทีมแล้ว ได้มี แมลงสิงโต ตัวหนึ่งร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ซึ่งพังประตูเข้ามาในสนามแข่ง มันมีท่าทางระสับระส่ายและหวาดระแวง แมลงสิงโตผู้หวาดกลัว เหลือบไปเห็น เรจิ ที่ยืนหมดแรงหลังจากการเหวี่ยงดาบและใช้
เทคนิคออกมามากมายจนเหงื่อไหลอาบชะโลมกาย  เหมือนเป็นคราวเคราะห์ของเขาที่ แมลงสิงโตตัวนี้เป็นตัวที่หนีมาจาก การต่อสู้กับพวก ทอล มันจำลักษณะสรีระร่างกายของหมาป่าอย่างทอลที่เป็น ผู้สร้างบาดแผลให้กับมันได้ และมันเข้าใจว่า เรจิ คือศัตรู การที่มันหนีจากการถูกทำร้ายมาเจอศัตรูอีกราวกับถูกไล่ต้อนทำให้มันเกิดคลุ้มคลั่งในทันที แมลงสิงโต พุ่งตัวเข้าหาหมายจะฉีกกระชากหมาป่าผู้อ่อนแรงตรงหน้าของมัน

“ เกนลูเบนิล ดิ นิลเบลูเกน ” (Genlubeni Die Nibelungen)
ถ้อยคำซึ่งไม่อาจฟังออกว่ามันเป็นภาษาอะไรหรือหมายถึงสิ่งใด โลกิ ลิงน้อย ผู้กล่าวร่ายมันออกมา
ย่อแขนทั้งสองข้างของตนให้มือหงายขึ้นเสมอช่วงอก มานาในธรรมชาติถูกรวบรวมไว้ที่มือทั้งสองของเขา
แล้วมันก็ลุกไหม้เป็นดวงไฟล่องลอยอยู่อย่างนั้น ไอควันที่ระเหยออกมาจากดวงไฟนั้น สร้างข้อความขึ้นประโยคหนึ่ง มันเขียนไว้ด้วยอักขระเวทย์โบราณ


โลกิ เริ่มอ่านข้อความของประโยคนั้น

“ ซีเกล อิส  เอชวาซ เบออร์ค เคน ทีร์ อันซูส!! ( Sigel Is Ehwaz Beore Ken Tyr Ansuz ) ”
(สุริยนวารีเหมันต์หลอมอุบัติไฟกัลป์ จงตอบรับข้า!!)

สิ้นคำเขาได้ประกบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันโดยบดบี้ ดวงไฟเวทย์ที่อยู่ในมือไปด้วยแล้วจึงกางมือทั้งสองออกอย่างๆช้าที่กึ่งกลางระหว่างมือทั้งสองนั้น บังเกิดเป็นลูกไฟดวงใหญ่และมันยังขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ
จนมีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอล นี้คือเวทมนต์สายที่หาได้ยากยิ่งมันคือมนอักขระ ที่เป็นการผูกมัดมานากับอักษรโบราณ ซึ่งจะต้องพึ่งพาความเข้าใจในอักขระแต่ละตัวของภาษาโบราณด้วยจึงจักทำให้เวทมนต์ประเภทนี้สัมฤทธิ์ผล

===============Fire Ball==============

โลกิ ดันมือทั้งสองออกไปข้างหน้า ดันให้ลูกบอลเพลิง พุ่งออกไปเหมือนชูตลูกบาส ลูกบอลเพลิง
หมุนควงกลางอากาศขณะที่พุ่งตรงไปและเข้าเป้าที่ร่างของแมลงสิงโตอย่าง งดงาม ยามที่มันสัมผัสกับเป้าหมาย ก็ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นการระเบิดอย่างรุนแรง แรงระเบิดอัดกระแทกร่างของ
แมลงสิงโตซึ่งลุกท่วมด้วยเปลวไฟให้กระเด็นไถลพื้นกลับไปอีกสองสามเมตร มันสิ้นใจลงในการจู่โจมเพียงครั้งเดียว

“ นายชื่อว่าอะไร? ”
โลกิ ถามพร้อมกับเดินเข้าไปฉุดให้ เรจิ ที่ทรุดเข่าอยู่ลุกขึ้นมาพูดกับเขา

“ ถามชื่อของ เรจิ หยอ? ”
หมาป่าแดง มีสีหน้าฉงนกับคำถามของเขาพลางชี้นิ้วใส่ตัวเอง เป็นการย้ำว่าถามนามของเขางั้นหรือ

“ อ้อ..ชื่อเรจิ สินะ ฉันโลกิ แล้วก็ถามอีกซักข้อ เวทย์อักขระเมื่อครู่นี้ นายทำมันได้รึเปล่า? ”
คำถามของ ลิงน้อยแฝงจุดประสงค์ซ่อนเร้นไว้ นี่เป็นเพียงทฤษฏีที่ เขาคิดขึ้นมาหลังจากเห็นสิ่งที่ เรจิ
ทำได้ เขาไม่คิดว่าจะใครอื่น นอกจากษัตริยา บุตรแห่งแสงที่จะสามารถใช้อาวุธวิเศษอย่าง Divinity Sword ได้ แต่กลับกันหากเป็นแค่การลอกเลียนแบบ สำหรับเขาแล้วมันก็พอจะเป็นไปได้

“ ยิงตู้มๆ นั้นอ่ะหยอ อื้มได้จิ ”
เรจิ รับคำ ก่อนจะเริ่มตั้งท่าแบบเดียวกับโลกิ ย่อแขนทั้งสองข้างให้มือเสมอช่วงอก รวบรวมมมานามาจุดเป็นดวงไฟเหนือมือทั้งสอง ไอควันปรากฏขึ้นเป็นอักขระเวทย์ในอากาศ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเหมือนกับที่เขาได้ทำเมื่อครู่ไม่มีผิด เป็นเรื่องน่าทึ่งที่เห็นเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำตามได้ถึงขนาดนี้ การที่หมาป่าตัวนี้เรียกใช้งานอาวุธวิเศษเหล่านั้นได้ คงเป็นเพราะมันได้เคยต่อสู้กับ กษัตริยามาแล้วอย่างแน่นอน

ลิงน้อย คลี่ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ อาการเนื้อเต้นตุบๆในวินาทีอันน่าตื่นเต้น ที่จะได้เห็นสิ่งที่ตนปราถนามานานแสนนาน พลังที่ยิ่งใหญ่จนสามารถเรียนรู้สรรพวิชาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด พลังนั้นอยู่ในตัวของหมาป่าตัวนี้ อย่างแน่นอน โลกิ คิดการใหญ่ไปต่างๆนานา แค่คิดว่าได้ครอบครองหมาป่าตัวนี้แม้แต่การ
พิชิตศาสนจักรเพื่อแก้แค้นสิ่งที่พวกนั้นทำไว้กับเขา ก็เป็นเรื่องไม่ยากเกินกำลัง เพียงเท่านั้นหัวใจของเขาก็สูบฉีดจนร้อนรุ่มไปหมดทั้งกายและใจ

“ อ…เอ่อ ซ…ซู…ซูเกอุก…. ”
ถ้อยคำการอ่านออกเสียงอักขระโบราณของ หมาป่าแดงเป็นไปอย่างยากลำบากและตะกุกตะกัก
จนโลกิ ถึงกับหลุดจากห้วงความคิดมามองดูด้วยสีหน้าฉงนไม่ต่างกัน

“ เอ่อ…อ่านไม่ออกอ่ะ ”(= =’)
คำตอบของหมาป่าแดง ทำเอา โลกิ เข่าอ่อนจนเกือบล้มทั้งยืน จากการที่ร่ายอักขระเวทย์ออกมาเนิ่นนาน
จนในที่สุดดวงไฟมานา ที่จุดไว้บนมือก็ดับลง อักขระถึงได้จางหายไป

/สงสัยว่าหมอนี่จะเลียนแบบได้แต่ลักษณะของเทคนิคเท่านั้นแต่ขั้นตอนบางอย่างที่ถูกใส่ลงไปในเทคนิคนั้นๆก็ยังขึ้นกับตัวคนใช้อยู่ดีสินะ เวทย์อักขระจะใช้มานาอัญเชิญบทคาถามาแล้วจากนั้นค่อยให้ผู้ร่ายอ่านมันเพื่อสวดคาถาอีกที ถ้าไม่มีความเข้าใจเรื่องตัวอักขระพวกนั้นก็อ่านไม่ได้อยู่ดี/
บทสรุปการวิเคราะห์พลังของหมาป่าแดง ถูกประมวลออกมาอย่างรวดเร็วภายในสมองของ โลกิ
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเล็งเห็นประโยชน์จากความสามารถของหมาป่าตัวนี้ไม่น้อยไปกว่าเดิมอยู่ดี
และอยากที่จะได้มาเป็นพวกร่วมขบวนการ สำหรับแผนงานใหญ่ของเขา
“ ตัดสินใจแล้ว เรจิ นายน่ะมาเป็นของๆฉันซะ ”
โลกิ สั่งน้ำเสียงจริงจัง พลางฉุดลากหมาป่าแดง เข้ามาหา โดยที่เจ้าตัวไม่ทันจะขัดขืนหรือตอบโต้อะไร
กลับ ก็มีกลุ่มหางชุดใหม่ ตามเข้ามาในสนามอีกเป็น พวกของ ทอลที่ไล่ตามแมลงสิงโตมานั่นเอง

“ โอ้โห หนีมาถึงนี่เชียวแถมดูเหมือนจะมีคนจัดการให้เรียบร้อยไปแล้วล่ะ ”
ซาจิทาเรียส เปรยหลังจากเห็นซากไหม้เกรียมของ แมลงสิงโตที่พวกเขาไล่ตามมา

“ เรจิ !! ถอยออกมา!! ”
เสียงตะคอกของ ทอล ดึงความสนใจของเขา หันมาทางทิศที่ โลกิ กับ เรจิ ยืนอยู่พอดี

“ นั่นมัน…โลกิ.. ” ซาจิทาเรียส พูดทันทีที่เห็นร่างของ ลิงขนสีแดง สมองก็ได้ประมวลผลต่างๆออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องที่ลิงตัวนั้น คือน้องชายของทอล และเรื่องที่เขานั้นเป็นศัตรูที่ถูกเนรเทศจากอาณาจักรแห่งนี้

“ ชิ..พวกตัวยุ่งดันมาสอดซะได้ ”
โลกิ สบถก่อนจะผลักตัว เรจิ ทิ้งแล้วดีดนิ้วขึ้นหนึ่งเปราะ เกิดควันสีขาวพวยพุ่งตลบอบอวลในอากาศ
และเมื่อมันจางออกไปแล้ว จึงปรากฏภูตรับใช้ของเขา มิเกะมิเกะ

“ ไร้รูปไม่ไร้ตนเจ้าจงแปรเปลี่ยนไปดั่งใจข้า……….”
แขนทั้งสองย่อลงหงายมือขึ้นเสมอช่วงอก ทันทีที่ โลกิ เริ่มร่ายมน มิเกะมิเกะ ที่เรียกมาก็ได้บินวนไปรอบๆเจ้านายของมันเพื่อทำการป้องกันให้

“ ยิงธนูคุมขังซะ ซาจิทาเรียส ข้าจะเข้าไปเชือดมันเอง! ”
แชร์คาน สั่งเสียงกร้าวพร้อมกับคว้ามีดคู่ใจนางแล้วพุ่งตัวออกไปทันที มือธนูกิ้งก่า เปิดซองลูกดอกพร้อมกับหยิบเอา ลูกธนูที่มีอยู่ในซองทั้งหมดออกมาประทับลงบนคันศร แล้วยิงขึ้นไปบนท้องฟ้า
ลูกธนู ทั้งหมดพุ่งลงมาปักลงล้อมรอบตัว โลกิ จนกลายเป็นรั้วธนูขังตัวเขาเอาไว้


==================Needle Prison================

แชร์คาน กระโดดข้ามรั้วลูกศร เข้าไปและยกมีดขึ้นเตรียมจะปลิดชีวิต ลิงตรงหน้า
มีดสั้นของนางแทงลงไปอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าที่ศรีษะกะให้ถึงตายในครั้งเดียว ทว่า โลกิ กลับโยก
ศรีษะหลบการโจมตีไปได้อย่างง่ายๆ โดยไม่เสียจังหวะการร่ายเวทย์

/ ..ต่อไปก็ชัดมีดกลับให้ใบมีดหันคมมาทางขวาสินะ… /

แชร์คาน ชักมือข้างที่ถือมีดซึ่งแทงพลาดไปกลับอย่างรวดเร็วโดยหันคมมีดไปทางขวา หมายจะให้การชักกลับนี้สร้างบาดแผลจากด้านหลัง ทว่า โลกิ ก็ก้มหัวหลบมันได้อีกครั้ง

/….จากนั้นก็หมุนตัวระหว่างนั้นจะตวัดขาขวาขึ้นมาเตะให้ล้มแล้วกระโดดแทงมีดลงมาจากข้างบน…./
แชร์คานเพิ่มความเร็วในการบุกขึ้นไปอีก นางหมุนตัวยกขาข้างขวาขึ้นตวัดเตะแบบจระเข้ฟาดหาง
แต่โลกิ ก็เพียงแอ่นหลังหงายตัวหลบมัน ทันทีที่เท้าแตะพื้นนางก็ถีบตัวกระโดดขึ้นไปสูงหันคมมีดลงหมายจะแทงลงไปไม่ให้ทันตั้งตัว โลกิ กลับเดินถอยห่างออกไปจากรัศมีการโจมตีได้อย่างสบายๆ มีดของเธอทิ่มจมลงไปกับพื้นสนามแทน ด้วยความสงสัย ทั้งที่รอบตัวเธอกับเขา
มีรั้วกรงที่ซาจิทาเรียส สร้างล้อมเอาไว้อยู่แล้วเหตุใด ลิงมันถึงได้เดินหนีออกไปอย่างง่ายดายและแล้วความจริงก็ปรากฏ เธอใช้เวลานานเกินไปในการสังหาร รั้วกรงที่เกิดจากลูกธนู ถูก มิเกะมิเกะ พุ่งชนจนหัก
กระจุยไปหมดแล้ว การหลบหลีกอันน่าอัศจรรย์ทั้งที่ยังบริกรรมคาถาอยู่นั้น สร้างเสียงฮือฮาให้กับเหล่าผู้ชมบนอัฒจันทร์ที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรในสนาม ให้เป็นที่โจษจัน กันไปทั่ว

“ แชร์คาน ระวังตัวด้วยเจ้านั่นมันทำนายอนาคตได้ มันอ่านทางการโจมตีของเธอได้ทั้งหมดนะ ”
ซาจิทาเรียส เตือนแต่กระนั้นก็ตามที นางแมวสาวยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าแค่เพียงทำนายการโจมตีของเธอได้
มันจะทำให้หลบการจู่โจมอันรวดเร็วของเธอทันได้ทั้งหมดเลยงั้นหรือ โดยหลักการแล้วกว่าที่จะคาดคะเน
การจู่โจมของคู่ต่อสู้กว่าที่ผลลัพธ์จะถูกประมวลผลกว่าที่หนทางแก้ต่างจะออกมากว่าที่สมองจะสั่งการไปยังร่างกาย ทั้งหมดนั้นล้วนต้องใช้เวลากี่วินาทีกัน แต่ ลิงตรงหน้าเธอกลับทำมันได้ในเสี้ยววินาที ราวกับว่าเขามีดวงตาที่มองเห็นอนาคตได้อย่างไงอย่างงั้น

“ …..จงมาเป็นศาสตราให้ข้าได้ทำลายและปกป้อง…. ”
การบริกรรมคาถาของ โลกิ ได้มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว มือทั้งสองรวบดวงไฟมานาเข้าด้วยกันแล้วทิ้งมันลงบนสู่พื้น เมื่อดวงไฟสัมผัสกับพื้นมันได้แผ่ขยายออกกลายเป็นเปลวไฟลุกลามไปตามพื้นสนามเผาไหม้จนสนามแทบจะกลายเป็นทะเลเพลิง  ทอล และ พรรคพวกพากันยกแขนขึ้นมาป้องกันใบหน้าของตนจากสะเก็ดไฟที่กระเด็นมา

“ ออกมา ฟีนิกซ์! ”
สิ้นคำ เปลวไฟทั่วทั้งสนามก็ได้วิ่งมารวมกันที่จุดเดียวแล้วก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ปีกใหญ่สีแดงสดสยายออกขนนกซึ่งลุกโชติช่วงด้วยไฟอมตะ ที่จักไม่มีวันดับสูญ วิหกเพลิงอมตะ ผู้เกิดและดับสูญจากขี้เถ้า
สาวกผู้เข็มแข็งภายใต้สังกัดเทพแห่งไฟมูราดิน

==============Phoenix==============

วิหกเพลิง บินเข้าไปเกาะไหล่ของผู้เป็นนายแล้วจึงยกหิ้วร่างของเขาโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

“ ไว้คราวหน้าฉันจะมารับหมาป่าตัวนั้นไป แล้วตอนนั้นฉันจะเป็นคนโค่นพวกแกเองเหล่า
อัศวินแห่งศาสนจักร….. ”
โลกิ ทิ้งคำพูดประกาศความเป็นศัตรูกับพวกเขาเอาไว้ก่อนจะบินหายลับไป

“ นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ ทำไมถึงบอกว่าต้องการตัว เรจิมมี่ ล่ะน่อ? ”
ซาจิทาเรียส เปรยด้วยความสงสัยก่อนจะละสายตาจากท้องฟ้าที่ โลกิบินหายไปกลับมาสู่สนาม
แชร์คาน นั่งซึมและนิ่งเงียบไปทันทีหลังจากประมือกับ โลกิ นางแสดงสีหน้าออกมาชัดเจนความช็อคอันเกิดจากความพ่ายแพ้ต่อปฏิธานในการเป็นมือสังหารของนาง ที่ไม่อาจเก็บเป้าหมายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวซ้ำร้ายนางไม่สามารถแตะต้องตัว มันได้เลย นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักเพราะ แชร์คาน พึ่งจะได้ประมือกับโลกิเป็นครั้งแรก เธอไม่เคยเจอกับจอมอัจฉริยะ แบบนั้นมาก่อน อัจฉริยะที่กลายเป็นปีศาจอย่างโลกิ

ด้านทอล ผู้เป็นพี่ชายของ โลกิ ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก กับอาการที่แสดงเมื่อได้เห็นน้องชายที่จากหน้ากันไปนานกลับมาในฐานะของ ศัตรูเช่นนี้ ก็ตกอยู่ห้วงภวังค์ไปอีกตัว

หลังจากนั้นไม่นานทั้งสนามก็เกิดความอลหม่าน ทั้งการสะสางเรื่องการบุกรุกของแมลงสิงโต และ บุคคลอันตรายอย่างโลกิ ลงแข่งขันในสนาม เป็นผลให้การต่อสู้ของคู่ที่เหลือทั้งหมดต้องหยุดชะงักไปในวันนี้

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้นเอง ดวงตาสีเทาของ เซอร์ คามิโอ บุรุษอีกาสูทขาว ได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดลงสู่สมองของเขาแล้ว ก่อนจะเบือนสายตาจากสนามไปยัง เสาค้ำหลังคาอัฒจันทร์ทางฝั่งตรงกันข้าม
ที่นั่นเขาแลเห็น เด็กหนุ่มคนหนึ่งหรือเซเวอร์ กำลังยืนดูเหตุการณ์ในสนาม บุรุษอีกา คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขา
ก่อนจะเปรยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“ กระผมละอยากจะรู้จริงๆเลยว่าจุดสิ้นสุด Apocalypse ของคุณกับ Genesisของผมที่เปิดโหมโรงไปแล้วอย่างไหนจะมาถึงก่อนกันนะ เป็นการเดิมพันที่น่าสนุกจริงๆ ฮิๆๆๆ ”

…………………………………………………………………
…………………………………………

หลังจากสะสางเรื่องทั้งหมดของโคลอสเซียมลงแล้ว ทอล ซาจิเรียส และ แชร์คาน จึงพาตัว เรจิ ที่สอบปากคำเสร็จเป็นที่เรียบร้อยออกจากสนาม

“ ลูกพี่!!! ”
เสียงร้องตะโกนน้ำเสียงฟังดูลิงโลดด้วยความดีใจ ลอยมาเข้าหูพวกเขาพร้อมกับ คอย์น ที่โผเข้ามา
กอดคอ เรจิ เอาไว้พลางใช้มือขยี้หัวเขาอย่างเอ็นดู

“ ขอบคุณนะค้าบบบลูกพี่ แพราะลูกพี่แท้ๆผมเลยชนะพนันได้เงินก้อนโตเลย เดี๋ยวจะเอาไปขึ้นรางวัลนะแล้วลูกพี่อยากได้อะไรบอกมาเลยเด่วผมซื้อห้ายยยยยยย ”

ขณะที่ แมวหนุ่มทำตัวเป็นอาเสี่ยเงินถังด้วยความคึกคะนองอยู่นั้น มือของเขาก็ถูก ปัดออกไปก่อนที่คอเสื้อจะถูกกระชาก ลงมาด้วยมือของ หมาป่าแดง

“ เรจิ ไม่สนุกนะ..นั่นไม่ใช่การเล่นซะหน่อยเป็นการลงโทษต่างหาก… ”
หมาป่าแดง พูดพลางจ้องเขาปานจะกินเลือดกินเนื้อ ทำเอาเพื่อนๆอีกสามตัวถึงกับสะดุ้งไปด้วยที่ได้เห็น
เรจิ ฟิวขาดแบบนี้

“ เห?...ลงโทษ?? ”  คอย์น เปรยด้วยความฉงน

“ ใช่! ลงโทษ..ถ้าเซเวอร์โกรธ เรจิ ก็จะลงโทษ เรจิ แบบนั้น เพราะคอย์น เป็นเพื่อน เรจิจะไม่ลงโทษคอย์น แต่อย่ามาหลอกกันอีกนะ ”
หมาป่าแดง ตะคอกใส่จบก็ปล่อยคอเสื้อของแมวหนุ่มออก ก่อนจะวิ่งหนีไปทิ้งความสงสัยไว้ให้กับ เขาเอาไปขบคิดต่อเอาเอง

“ เฮ้ๆที่ว่าลงโทษเนี่ยคงไม่ใช่หมายถึง เจ้ากฏแพ้ถูกจับกดของโคลอสเซียมนี่หรอกนะ ”(= =’)
การสันนิษฐานของซาจิทาเรียส ดูจะเข้าเค้าที่สุด

“ ว่าไปก็อาจจะจริงนะเพราะตอนที่หมาป่าตัวแรกของทีมโดนเชือดให้ดู ก็เริ่มเอาจริงแบบสุดๆไปเลย แต่ว่าสรุปแล้วโกรธเพราะเรื่องนี้เองหรอกเหรอ? ยังกะเด็กๆเลยแหะลูกพี่เนี่ย ”
คอย์น เปรยพลางเกาหัว ไปด้วย

“ แงะ…ฉันว่าประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นนา ปัญหาคือเจ้าลิงไม่มีหางนั่นลงโทษอะไรได้ชวนสยิวกิ้วกับเรจิมมี่ ขนาดนั้นกันล่ะเนี่ย โกรธได้ขนาดนี้แสดงว่าต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ….หยึย ”
ระหว่างที่ ซาจิทาเรียส กำลังพล่ามอยู่นี่เอง ก็มีจิตสังหารอันแรงกล้าที่แผ่ออกมาจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ก่อนจะรีบจูงมือทอล ที่ยังซึมๆอยู่แล้ววิ่งออกไปด้วยกัน

“ งั้นพวกฉันไปกินบานาน่าซันเดย์ ที่ร้านจาม่อนก่อนนะ บ๊ายบายขอให้โชคดีสำลีแปะหัวละกันน่อ~~~~ ”
หลังจากพูดร่ำลาแบบเร่งรัดเสร็จ ซาจิทาเรียส ก็ ลากตัวทอลวิ่งหนีหายลับไปในทันที
ทิ้งให้ คอย์น ยืนเกาหัวอย่าง งงๆ

“ อะไรของพวกมันฟระมีแต่คนหนีฉันกันหมด ฮึ่มคอยดูเถอะเดี๋ยวเอาตั่วรางวัลไปขึ้นเงินเสร็จต่อให้พวกนายมาก้มหัวให้ฉันก็ไม่สนหรอกนะ ”
แมวหนุ่ม ชูตั๋วพนันที่ของตนพร้อมกับวางท่าหยิ่งๆ โดยไม่ทันสังเกตุข้างหลัง มารร้ายที่พร้อมจะเอาชีวิตของเขาไปได้ทุกเมื่อได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว

“ คอย์น…… ”

เอื้อก!~~

เสียงอันน่าสยดสยองเรียกชื่อของเขา ชวนให้สันหลังเย็นวาบขึ้นมากระทันหันทั้งที่อากาศร้อนจนเหงื่อแตกเจ้าตัวกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพื่อทำใจหันกลับไปมอง นรกบนดินของเขา แชร์คาน นางกำลังโกรธจนตัวสั่นระริก ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง กำลังลอยขึ้นในอากาศราวกับเธอกลั่นมานา มายกมันขึ้นก็ไม่ปาน

“ งานการไม่ทำ….โดดภาระกิจ หนีมาเล่นพนัน….วันนี้ถ้าไม่ได้เอาเลือดนายมาล้างอายแล้วล่ะก็ อย่าเรียกฉันว่ามือสังหารอีกเล้ยยยย ”

“ จ๊ากกกกกกกกกกกกก เก๊าขอโต๊ดดดด!!!!! อย่าทำเก๊าน้า~~~~ ” (0[]0 llll)

“ ฉันจะฆ่านายแล้วเป็นผู้กล้าเองงงงง มาให้ฉันจ้วงซะดีๆ!!!! แฮ่~~~ ”

และแล้วทั้งคู่ก็ไล่ล่ากันไปสุดขอบฟ้า ส่วนตั๋วรางวัลน่ะหรือ เนื่องจากไม่ได้เอาไปขึ้นเงินในวันนั้นตามกำหนดก็เสียสิทธิไปนะจ๊ะ แฮ่เจ้ามือกินเรียบ (^_^’)

……………………………………………………………
……………………………………………..
…………………………

ณ ตำหนักเทพเงา

มอการ์น่า กำลังต้อนรับการกลับมาของ โลกิ ในยามราตรีซึ่งได้ขี่ สีหมอก กลับมานั่นเอง

“ ยิ้มแบบนั้นไปเจออะไรมารึปล่าว? ”
มอการ์น่า ถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็น โลกิ ยิ้มไม่ยอมหุบหลังจากมาถึงตำหนักเทพแล้ว

“ ฉันไปเจอมาน่ะสิ เงาที่จะกลืนกินแสงสว่างทั้งหมดได้ เชื่อเถอะถ้าเธอได้เห็นมันล่ะก็ต้องพูดแบบเดียวกับฉันแน่ ลองคิดดูสิถ้าเราเลี้ยงให้มันเป็นทหารแห่งความมืดได้ล่ะก็ จะใช้เป็นอาวุธทำลายล้างพวกศาสนจักรได้อย่างดีเลยทีเดียว ”
โลกิ พูดไม่หยุดกับเรื่องที่เขาไปเจอมาวันนี้ แผนการณ์มากมาย ถูกสร้างขึ้นในสมองของเขานับไม่ถ้วน
สารพัดวิธีที่จะพาตัวเรจิ มาเป็นสมุนของพวกเขา เพื่อให้เป็นอาวุธของลัทธิเงาแห่งนี้

“ แหมๆ ฟังดูน่าสนุกดีนี่ขรับ จะให้กระผมได้ส่วนร่วมในแผนการณ์ด้วยซักกะหน่อยจะได้ไหมขรับ? ”
ถ้อยคำหวานๆแต่น้ำเสียงแหบแห้ง ลอยมาพร้อมกับการมาถึงของ บุรุษอีกาสูทขาว เซอร์ คามิโอ กินนัมกาแกป นั่นเอง

“ จริงสิ คามิโอ วันนี้แกก็อยู่ด้วยนี่นะ ไอการประลองบ้าๆนั่นฝีมือแกใช่ไหม? ”
โลกิ หันไปถาม

“ แหมๆก็ออกจะเป็นความบันเทิงที่สุดจะโมเดิลของยุคนี้เลยไม่ใช่รึไงขรับ กระผมเองก็เห็นคุณท่าทางสนุกกับมันดีนี่นะ ”
เซอร์ คามิโอ หยอกกลับ

“ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ แล้วแกคิดยังไงกับเจ้านั่น เรจิ น่ะ… ”
“ อ๋อ….ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ผมพอจะมีข้อมูลของเขาอยู่น่ะขรับ สนใจไหมเอ่ย? ”
เซอร์ คามิโอ เสนอตัวทันทีพร้อมกับดึงหมวกทรงสูงของตนลงมาแล้วหยิบเอเอกสารในหมวกออกมาเหมือนเล่นกล ส่งให้กับ โลกิ

“ ดีถ้างั้นแกก็มาช่วยวางแผนด้วยกันซะเลย ถ้าได้ตัวมันมาไว้ในครอบครองล่ะก็ ชัยชนะก็อยู่อีกไม่ไกล ”

*****************************โปรดติดตามตอนต่อไป******************************



**ภาคผนวก
ลงตราประทับลดทอนกำลัง: คือการปรับสมดุล สกิลนั่นแล แต่ปรับโดยการลงมติร่วมกันของเทพทั้งหกแทนมิใช่ BB ทำให้แต่อย่างใด (ฮา)
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: Chapter 5 : Prologue to Prologue อารัมภบทของอารัมภบท
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 03/02/13 19:22 น. »
ทะ...ท่านทำข้าเสียเลือด //ทรุด

เพราะฉากโคลโลเซียมและพี่น้อง = ,,,,,,,,,,,,,,,,,, =

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: Chapter 5 : Prologue to Prologue อารัมภบทของอารัมภบท
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 03/02/13 20:29 น. »
ทะ...ท่านทำข้าเสียเลือด //ทรุด

เพราะฉากโคลโลเซียมและพี่น้อง = ,,,,,,,,,,,,,,,,,, =

เป็นหนึ่งในผู้ชมบนโคลอสเซียมรึปล่าวครับนั่น =[]= (เอ๊ะฉากพี่น้อง? มีฉากไหนหว่าที่น่าจิ้น? หรือฉากลานประหาร =[]=)
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Re: Chapter 5 : Prologue to Prologue อารัมภบทของอารัมภบท
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 04/02/13 18:05 น. »
ทะ...ท่านทำข้าเสียเลือด //ทรุด

เพราะฉากโคลโลเซียมและพี่น้อง = ,,,,,,,,,,,,,,,,,, =

เป็นหนึ่งในผู้ชมบนโคลอสเซียมรึปล่าวครับนั่น =[]= (เอ๊ะฉากพี่น้อง? มีฉากไหนหว่าที่น่าจิ้น? หรือฉากลานประหาร =[]=)

ใช่ค่ะ

หึหึ ต่อให้ไม่มีฉากจิ้น ซิส+บราค่อนตัวนี้ก็จิ้นได้ !!! *ผัวะ

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji

OsoraRaji

  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 249
  • Vote: 16
  • So as I pray....Unlimited Blades Work
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
Chapter5.5: The Tragedy of  Ritual Order Rebellion โศกนาฏกรรม แห่ง กบฏกองอัศวินพิธีกรรม


ศาสนจักร องค์กรซึ่งปกครองโดย ราชาคณะ หรือ Pope. ใต้การปกครองจะแบ่งย่อยเป็นภาคี
แต่ละภาคีจะแบ่งหน้าที่กันไป

ภาคีอัศวินขัตติยะ(Royal Order) ภาคีต่อสู้สำหรับออกภารกิจภาคสนาม ประกอบด้วยเหล่า พาลาดิน และกองทหารของพระราชวัง

ภาคีอัศวินพิธีกรรม(Ritual Order) หน่วยพิธีกรรมหรือการวิจัยศาสตร์พระเวทต่างๆ รวมไปถึงการเล่นแร่แปรธาตุ ก็จัดอยู่ในส่วนนี้ด้วย

ในส่วนของ ราชอาณาจักร โรจนคร(เมืองแสง) จะมีกลุ่ม อัศวินโต๊ะกลม(Knight of Round) เป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังสูงสุดภายใต้การปกครองของ เทพีแห่งแสงอัลคาเซีย
และเหตุการณ์แห่งโศกนาฏกรรมเมื่อครึ่งปีก่อน ต้นสายทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่ ภาคีอัศวินพิธีกรรม

…………ครึ่งปีก่อน……………

คืนหนึ่ง ภายในห้องโถงพิธีกรรมของโบถส์แห่ง โรจนคร ห้องไม่ได้มีการตกแต่งใดๆ จากแท่นยืนขั้นบันได
สามขั้นใหญ่ จะเป็นแนวเก้าอี้ยาวสำหรับ 2 คนเรียงรายกันไป 4 แถว แถวละ 4 ตัว  บนแท่นพิธีกรรมนั้น
มีกระถางไฟทองคำ หนึ่งกระถางใหญ่กำลังเผาไหม้วัตถุสำหรับการแปรธาตุ ธูปกำยานนับร้อยๆดอก
ถูกสุมลงไปในกระถางยามเมื่อมันลุกไหม้ ได้กลายเป็นควันกำยานสีขาวลอยคละคลุ้งตลบอบอวลไป
ทั่วทั้งห้อง 

“ อา~~~…ข้าแต่ ผู้มอบความเคลื่อนไหวแก่ เทร่า อัสสิอาห์ และ เกเฮนน่า…ขอจงส่งดวงจิตให้ได้ลงจุติในแดนหล้า……… ”
เหล่าผู้บริกรรมคาถาทั้ง 20 หาง ล้อมรอบกระถางไฟ และกล่าวบทสวดซ้ำไปซ้ำมา ดวงไฟใหญ่ในกระถางโชติช่วงขึ้นเรื่อยๆ

“ พวกท่านทำอะไรลงไป! นี่มันผิดต่อกฏของศาสนจักรนะ!! ”
 เสียงนั้นแทรกเข้ามาและหยุดการดำเนินของพิธีกรรม โลกิ ลิงขนสีแดงผู้เยาว์วัย
 เขาเป็นหัวหน้ากองอัศวินพิธีกรรมมา 2 ปีแล้วโดยรับตำแหน่งตั้งแต่อายุ 15 นับว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่อายุ
น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้แต่แม้จะเป็นเพียงลิงหนุ่มในวัยต่อต้านแต่ก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันถึง
อัจฉริยะภาพของเขา อีกทั้งรูปแบบเวทย์ที่เขาถนัดก็เป็นแบบที่หาได้ยากและเป็นระดับสูงของ
สายเวทย์เลยก็ว่าได้ มันคือมนตราโบราณ เวทย์อักขระ(Rune Magic)

ลิงหนุ่มจ้องมองพวกเขาเหล่าผู้กระทำพิธีอย่างเดือดดาล อะไรก็ตามที่กำลังดำเนินอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ขัดกับหลัก
ของศาสนจักรที่ร้ายกว่านั้นมันขัดกับหลักของความเป็นไปบนโลกนี้ด้วย ต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยอมรับมัน
ไม่ได้ การรังสรรค์ชีวิต……คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใน โถงพิธีแห่งนี้

ปึง!!!!!!!!
ประตูโบถส์ถูกพังเข้ามา โดยทหารเสือดำซึ่งยกกันมาเป็นสิบๆนาย ทุกตัวมีอาวุธในมือพร้อมสรรพ

“ พวกทหารงั้นเหรอ? ”
โลกิ พูดขณะเดียวกันทหารเสือดำก็ทยอยเข้ามาในโบถส์ล้อมพวกเขาเอาไว้ ไม่มีใครตอบโต้หรือพูดอะไร
ออกมามีเพียงสายตาแห่งความสงสัยที่ทอดมองกันไปมาของเหล่าผู้กระทำพิธีและตัวเขาเอง
ก่อนที่จะได้ไถ่ถามใดๆ หอกเล่มหนึ่งก็ได้พุ่งเข้ามายังกลุ่มของพวกเขา หางหนึ่งในคณะถูกหอกเสียบทะลุ
ศีรษะขาดจากคอ สิ้นใจคาแท่นพิธีในทันที ความตื่นตระหนกอุบัติขึ้น และ กลายเป็นความโกลาหล
ในเวลาต่อมา กองอัศวินพิธีกรรม ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ วิจัยศาสตร์นอกรีต และถูกสั่งคว่ำบาตรภาคี
ผู้สังกัดกองอัศวินพิธีกรรมทั้งหมดถูกสังหารหมู่จนหมดสิ้น ในคืนวันนั้น
……………………………….
โลกิ หลบหนีออกมาจากการสังหารหมู่นั้น ตัวเขานั้นเต็มไปด้วยความสับสน และ ความหวาดกลัว
ความไม่รู้อะไรเลย คือศัตรูที่ร้ายกาจ ภาคีของพวกเขาถูกใส่ร้าย เป็นความจริงตามข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขา
วิจัยศาสตร์นอกรีต แต่นั่นก็แค่กลุ่มคนบางกลุ่มใน ภาคีแม้แต่ตัวเขาเองที่เป็นหัวหน้าคณะก็พึ่งจะรู้เรื่อง
มาได้ไม่นานนี้เอง และเป็นอีกหนึ่งข้อสงสัย ทางศาสนจักร ล่วงรู้ว่าพวกเขากระทำละเมิดข้อห้ามได้รวดเร็ว
เกินไป ราวกับว่าพวกเขาจับตาดูมันอยู่นานแล้ว

/หรือว่าจะมีผู้ทรยศอยู่ในศาสนจักรกัน….งั้นนี้ก็เป็นการฆ่าปิดปากน่ะสิ/
สันนิษฐานอันน่าตกใจแล่นเข้ามาในหัว ไม่อาจตีความเป็นอื่นได้ พวกเขาถูกใช้เป็นแพะรับบาปเสียแล้ว

/ต้องไปหาพ่อแล้วก็อธิบายให้ฟัง เรื่องนี้ต้องระดมกำลังจากทุกหน่วยงานลากคอไอคนทรยศออกมา/
โลกิ คิดและที่ๆตัวเขาจะมุ่งไปก็คือ สำนักงานทำการของส่วนกลางนครแห่งแสง มีเพียงผู้เป็นบิดา โอดิน
เท่านั้นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิของตนได้ แต่หนทางก็ไม่ง่ายเลยทหารเสือดำ กำลังไล่ตามเขามา
กระชั้นชิดขึ้นเรื่อยๆ

โลกิ เลี้ยวเข้าไปยังตรอกข้างโบถส์เขาหวังจะสลัดพวก เสือดำให้หลุดทว่าเส้นทางที่เขาเข้าไปนั้น
กลับกลายเป็นทางตัน เพราะความรีบร้อนจนลืมเสียสนิทว่าตรอกที่จะผ่านไปยังที่ทำการได้ คือตรอกอีก
ตรอกหนึ่ง เสียงฝีเท้าใกล้ๆเข้ามาทุกขณะ วินาทีนี้ลิงหนุ่ม หันซ้ายทีขวาทีแต่ก็ไม่พบหนทางใดๆเลย

“ โลกิ! ” เสียงนี้ดูคุ้นเคยต่อโสตประสาทหู ยังไม่ทันที่เขาจะมองหาเจ้าของเสียงนั้น ร่างของลิงหนุ่มก็
จมหายไปในความมืดของตรอกแห่งนี้

“ มันอยู่ไหน!! ”
เสือดำ ตัวหนึ่งตะคอกพวกเขามาถึงทางตันแล้ว แต่กลับไม่พบตัวของโลกิ หรือร่องรอยใดๆ

“ มันอาจจะหนีไปอีกทางก็ได้ ค้นให้ทั่วอย่ามันหนีรอดไปได้! ”
สิ้นคำสั่งทหารเสือดำทั้งหมดก็วิ่งออกจากตรอกไป

“ เสียงฝีเท้าเงียบไปแล้ว ”
ทอล กระซิบ พี่ชายหมาป่าของ โลกิ ผู้ช่วยดึงเขาลงมาซ่อนตัวยังท่อระบายน้ำ
ที่อยู่ใต้ตรอกแห่งนี้

“ โลกินี่มันเรื่องอะไรกันมีคำสั่งจากองค์สังฆราชเรกกุ ว่าภาคีอัศวินพิธีกรรมก่อกบฏ
พวกนายถูกสั่งจับตายกันหมดเลยนะ ”
ทอล ถามหน้านิ่วคิ้วขมวดท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงสว่างของดวงจันทร์ที่ส่องผ่าน
ร่องน้ำด้านบนลงมาให้พวกเขาได้คลำเส้นทางตามท่อระบายน้ำไป

โลกิ: จริงอยู่มีส่วนหนึ่งของภาคี ยุ่งเกี่ยวกับศาสตร์นอกรีต แต่ว่าผมพึ่งจะรู้เรื่องเมื่อกี้นี้เอง ก็เลยออกมาดู
          ที่โบถส์ถึงได้พบว่ามพวกมันกำลังทำพิธีอยู่แต่น่าแปลก….

ทอล: อะไรหรอ?

โลกิ: ตอนที่ผมไปถึงพิธีกรรมเป็นขั้นตอนชำระกำยาน สำหรับปิดพิธีกรรมหมายความ
             ว่าพวกมันทำพิธีเสร็จไปนานแล้ว

ทอล: แต่ว่านายก็แค่เข้าไปตอนที่พวกนั้นกำลังปิดพิธีนี่ บางทีอาจจะพึ่งทำเสร็จก็ได้มั้ง?

 โลกิ: แบบนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่…พิธีชำระกำยานจะกระทำเป็นขั้นสุดท้ายในการปิดพิธี
         หมายความว่าก่อนหน้าทั้งพิธีสรรเสริญ บริกรรม และ ถวายเครื่องเซ่นจบไปแล้ว
           จึงเป็นไปไม่ได้ที่ของที่พวกมันสร้างจะพึ่งทำเสร็จ ”

“ ของที่พึ่งสร้าง? ” ทอล เน้นเสียงด้วยความฉงน

โลกิ: อืม มันเป็นพิธีกรรมสำหรับการรังสรรค์ชีวิต

 ทอล: รังสรรชีวิต! นั่นมันความผิดมหันต์เลยนะ!

โลกิ: อือ แล้วก็นั่นแหละที่แปลกอีก ปกติพิธีกรรมรังสรรค์ชีวิต มันใช้เวลาบริกรรมพิธีกันเป็น
           เดือนๆเลยนะ แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงไม่มีใครรู้เลยจนถึงตอนนี้

ทอล: นายจะบอกว่ามีคนในศาสนจักรหนุนหลังพวกมันยังงั้นหรือ?

โลกิ: ก็คิดได้แค่นั้นแหละ ว่าแต่เรากำลังจะไปไหนเนี่ย?

ทอล: คูน้ำนอกเมือง ตอนนี้ในตัวนครมีแต่ทหารเสือดำเต็มไปหมด ถ้าวิ่งบนถนนละก็อันตรายแน่ๆ

โลกิ: เราต้องไปหาท่านพ่อ ต้องอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง!

ทอล: ที่กองบัญชาการตอนนี้น่ะไม่เหมาะหรอกมีแต่พวกทหารเต็มไปหมดเลย รวมถึง
         อัศวินโต๊ะกลมอย่างแม่ทัพอิทารุส กับ แม่ทัพโบลดาสก็ด้วย ทุกคนกำลังไล่ล่ากลุ่ม
          ของพวกนายอยู่ ที่ค่ายพักของภาคีนายตอนนี้ คงกลายเป็นทะเลเลือดไปแล้ว

โลกิ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บช้ำยามที่ได้ยินเรื่องราวของสหายร่วมภาคี
เขาไม่อาจช่วยใครไว้ได้เลย แม้แต่ตัวเขาเองในตอนนี้ก็มืดแปดด้าน

“ ไม่เป็นไรนะโลกิ อีกเดี๋ยวจะออกไปที่คูน้ำแล้ว ระวังอย่าให้เท้าลื่นตกลงไปล่ะ ”
ทอล พูดพร้อมกับชี้ให้เห็นแสงสว่างที่ปาลายทาง ทั้งสองคลำท่อจนออกมาถึง คูน้ำนอกกำแพงเมือง
แล้วจึงเดินลุยลำธารตื้นๆที่ไหลผ่านคูน้ำ มาอีกที

“ ..พี่มาช่วยผมแบบนี้จะไม่เป็นไรหรือ? แล้วก็พี่ไม่สงสัยผมเลยหรือ? ”
โลกิ ถามเพราะความเร่งรีบก่อนหน้านี้จึงไม่ทันได้นึก ทอล ยังไม่ได้พูดเลยว่าเขาเป็นกบฏ

“ พูดอะไรแบบนั้นนายเป็นน้องชั้นนะ ไม่ต้องคิดมากหรอกน่าแล้วก็ชั้นมั่นใจอยู่แล้ว
ว่าน้องชายชั้นไม่มีทางทำเรื่องเลวร้ายได้หรอกน่า ”
ทอล พูด ก่อนจะออกเดินนำไปยังเนินหญ้าที่ห่างออกไปจากนครแห่งแสง ไปสู่กระท่อมไม้อันเป็น
บ้านของพวกเขา

“ นายไปหลบอยู่ในกระท่อมซะ ชั้นจะไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อฟังเอง ”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของพี่ชาย ก่อนที่เขาจะวิ่งกลับเข้าเมืองไป
ตัวผมเข้าไปหลบพักอยู่ในบ้านรอพี่ชายด้วยความกระวนกระวายใจ ในยามยากเช่นนี้
พี่คือแสงสุดท้ายของผม

……………………………..
สามชั่วโมงหลังจากนั้น ทหารเสือดำได้ บุกเข้ามาที่กระท่อม พร้อมทั้งจับกุมเขาออกมา
กดให้คุกเข่าลงทั้งสองข้างทั้งยังใช้หอกขัดคอเขาเอาไว้ ต่อหน้าโอดิน หมาป่าขาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ
กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขา

“ ท่านพ่อ!? ”
ลิงหนุ่ม คร่ำครวญน้ำเสียงสั่นเทาต่อหน้าผู้เป็นบิดา ความสับสนประดังเข้าสู่หัวใจ ใย พ่อของ
เขาถึงมองเขาอย่างเฉยเมย พี่ชายของเขาไปไม่ทันงั้นหรือ

“ เอาตัวไปขังคุก รอเวลาสอบสวน! ”
สังฆราชสิงโตทะเลเรกกุ ออกคำสั่งและแล้ว ทหารเสือดำก็ลากตัวเขาไป ระหว่างทางนั้น
เขาถึงได้เห็นและรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เรียกว่า การทรยศหักหลัง พี่ชายหมาป่าของเขา
ยืนนิ่งหลบอยู่หลังพ่อของเขา โดยไม่แม้แต่จะสบตามองมาที่เขาเลย ไม่แม้แต่จะพูดหรือห้ามใดๆ
ความสันสนแปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวัง ความเจ็บปวดในจิตใจกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำตาของ
ความเศร้าโศกเอ่อคลอที่เบ้าตา

“ พี่ครับ!!พูดอะไรบ้างสิ….พี่!!!!!!!! ”
โลกิ ตะคอกแต่ ทอล ก็ไม่อาจตอบรับเขา ขณะที่ตัวเขาห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

มันเป็นความเงียบกริบที่ไม่อาจบรรยายได้ ทั้งพี่และพ่อต่างก็ไกลออกไปด้วยกันทั้งคู่ มือคู่นี้ไม่อาจ
เอื้อมไปถึง เสียงไม่อาจดังไปถึง ท่ามกลางความมืดแห่งความสิ้นหวังคือความเงียบสงัด มันเงียบเสีย
จนเขาไม่รู้เลยว่าตัวเขากำลังลอยอยู่ในอากาศ

“ โลกิ!! โลกิ!!! ”
เสียงเรียกที่กระเทาะเปลือกของความสิ้นหวังดังเข้ามา ตัวเขาอยู่ในอ้อมกอดของค้างคาวสาวผู้ซึ่ง
พาเขาหลบหนีสู่ท้องฟ้าที่ พวกทหารข้างล่างไม่อาจตามมาได้

“ มอร์กาน่า? ”
โลกิ อุทานเขาที่จมอยุ่ในความสิ้นหวังจนถึงเมื่อครู่ไม่ได้รับรู้เลยถึงการช่วยเหลือของนางค้างคาว
และเมื่อเขามองลงไปยังเบื้องล่าง ที่นั่น แกะสาวผู้เป็นยุวราชแห่งแสง กษัตริยา ก็ปรากฏอยู่ด้วย

“ มอร์กาน่า!!!! ”
กษัตริยา ทรงแผดเสียงก่อนจะร่ายเวทย์เรียกให้สายลมมาช่วยพยุงตัวแล้วบินตามขึ้นมา

“ ท่านพี่…. ”
นางค้างคาว เปรยด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ก่อนจะเพิ่มความเร็วเพื่อหลบหนีจาก กษัตริยา
ทิศที่นางและโลกิกำลังจะมุ่งไป ปรากฏรอยแยกของมิติอันดำมืด ขึ้นในอากาศ


“ เราจะไปไหนกันน่ะ มอการ์น่า?! ”
โลกิ ลนลานกับสิ่งที่กำลังจะอุบัติขึ้นกับตัวเขาและเธอ

“ โรจนคร ไม่ต้องการพวกเราอีกแล้ว…เราจะไปยังตำหนักเทพเงา หากเป็นองค์เซร่าล่ะก็จะต้อง
ช่วยเหลือพวกเราอย่างแน่นอน ”
มอการ์น่า พูด

ทั้งสองบินหายเข้าไปในรอยแยกมิติ และมันได้ปิดตัวลงก่อนที่ กษัตริยา จะตามมาทัน

“ มอการ์น่า น้องพี่…ทำไมเจ้า….. ”
หยาดน้ำหยดหนึ่งไหลอาบใบหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยความอาวร ของ ยุวราชแห่งแสง
 ค่ำคืนแห่งการพรากจาก ของเหล่าพี่น้องซึ่งถูกเรียกว่าเหตุการณ์ กบฏกองอัศวินพิธีกรรม ในเวลาต่อมา

………………………………………………………………………………..
ตัดกลับมา ณ ปัจจุบัน

บัดนี้ภายในห้องประชุมแห่งตำหนักเทพเงา โลกิ มอร์กาน่า และเหล่าสมาชิกแห่งลัทธิเงาได้พร้อมประชุม
กันเพื่อวางแผนการอันยิ่งใหญ่


/นับแต่วันนั้นข้าได้สาบานกับตัวเอง ข้าจะโค่นล้มศาสนจักรแล้วแสดงความถูกต้องที่เที่ยงแท้/
ปฏิพานเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการมีชีวิตที่เหลืออยู่ คือต้นตอของโศกนาฏกรรม ครั้งใหม่….หรือว่ามันจะสร้างขึ้นมาซึ่งปาติหารย์กันนะ?……..


***************โปรดติดตามตอนต่อไป*********************

Next Chapter6: I Hate My Brother
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06/02/13 03:23 น. โดย OsoraRaji »
Fic 12หางของข้าพเจ้าลองมาอ่านกันได้นะ


http://forum.herorangers.com/index.php?topic=19479.msg277388#msg277388

PloyyPloyy

  • แกะ กวิ้น ต่าย ของชุ้นเป็นแก๊งหลับตา ! //โพสท่าฮีโร่(?)
  • Partner Ranger
  • **
  • กระทู้: 278
  • Vote: 83
  • ซักวันแกะจะบินได้ ~( ´∀`)~
  • เซิรฟเวอร์ 12 หาง: Mupiea
  • เซิรฟเวอร์ BOI: -
  • เซิร์ฟเวอร์ TS3: -
.5 สุดยอด (ในหลายๆความหมาย)

//จิ้นสองพี่น้องในท่ออย่างบ้าคลั่ง #ผิด = ,,,,,,,,,=

*-คลังรูป/ฟิคน้อยๆของข้าพเจ้าจิ้มเลยแจ้ X9 - http://forum.herorangers.com/index.php?topic=17134.0
*- หน้าเพจ - https://www.facebook.com/ployyployy.ayoiji